เปิดร่างพรบ.ทรมาน อุ้มหาย ฉบับกมธ. สภาผู้แทนราษฎร

ดาวน์โหลดร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …  (ร่างฯ ฉบับกมธ.) ได้ที่ https://bit.ly/2ZeuyUN

วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านการพิจารณาและรับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …  (ร่างฯ ฉบับกมธ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นต่อไปในสภาฯ

ร่างฯ ฉบับกมธ.  เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านรวมไปถึงนิติกรสิทธิมนุษยชนผู้ชำนาญการ ที่มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีกฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ที่ได้ให้สัตยาบันไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ร่างฯ ฉบับกมธ. มุ่งกำหนดกฎหมายที่ครอบคลุมบริบทของการเข้าถึงความยุติธรรม การชดเชย เยียวยา จากการถูกทรมานและถูกกระทำให้สูญหายในทุกมิติ โดยมีจุดประสงค์คือการกำหนดให้การทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม กำหนดให้มีกลไกป้องกัน ปราบปรามการกระทำดังกล่าว เพื่อลบล้างวัฒนธรรมที่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล (impunity) กำหนดให้มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ รวมทั้งการป้องกันการทรมานและอุ้มหาย เช่น การกำหนดให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือกรรมการที่เป็นอิสระ ให้พบและปรึกษาทนายความ ให้มีการบันทึกสถานที่และสภาพร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว มีกลไกการร้องเรียนหากถูกทรมานไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่หน่วยใดหรือภายใต้กฎหมายฉบับใดก็ตาม อีกทั้งยังชดเชย เยียวยาผู้เสียหาย โดยได้ขยายนิยามของ “ผู้เสียหาย” ให้รวมไปถึง คู่สมรส ผู้สืบสันดาน บุพการี คู่ชีวิต และญาติผู้เสียหาย ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถฟ้องคดีแทนเหยื่อได้ ในส่วนของอายุความ ไม่ให้นับอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ที่ถูกกระทำให้สูญหาย นอกจากนี้พลเมืองดีที่แจ้งหรือร้องเรียนกรณีอุ้มทรมานหรืออุ้มหาย หากกระทำโดยสุจริตก็จะได้รับการคุ้มครองพยานด้วย

ทั้งนี้ร่างฯ ฉบับกมธ. ฉบับนี้ใช้ร่างฯ ฉบับประชาชนเป็นฐาน โดยตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนยื่นร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับประชาชนในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ต่อกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ต่อมามีการพิจารณาและปรับปรุงร่างฯ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในวันที่ 17 -18 และ24-25 มิถุนายน 2563 และในขณะนี้ กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีมติเห็นชอบร่างฯฉบับกมธ. โดยกระบวนการต่อจากนี้จะเป็นการเสนอร่างพ.ร.บ.ฯ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ ประกอบกับร่างพรบ.ฉบับของกระทรวงยุติธรรมและพรรคการเมืองต่าง ๆ และนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมวิสัยทัศน์ร่วมของคณะกรรมาธิการฯ ที่เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิประชาชนเช่นนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนว่าผู้แทนราษฎรตระหนักถึงปัญหาอันเกิดจากการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความคืบหน้าในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความสัมฤทธิ์ผลของระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคประชาสังคมร่วมมือกับสื่อมวลชนยืนยันถึงความสำคัญของหลักการด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และรักษาสิทธิอันพึงมีในฐานะพลเมือง โดยร่วมกันสอดส่อง ติดตามและร่วมผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้สำเร็จเพื่อเป็นหลักประกันแก่ความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต และให้พวกเราทุกคนปลอดจากการทรมานและการกระทำให้สูญหายไม่เกิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

แถลงการณ์ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563

Statement on the Appreciation of the Effort of the Committee on Legal Affairs, Justice, and Human Rights in Pushing the Draft of the Protection and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill

On 8th July 2020, the House of Representatives Committee on Legal Affairs, Justice, and Human Rights has deliberated on and passed the draft of the Protection and Prevention of Torture and Enforced Disappearance Bill B.E … (the Committee’s Bill) onto the House of Representative to be further proceeded in the legislative process.

The draft bill is a product of a cooperation of multiple Thai human rights NGOs as representatives of the civil society and the members of the House of Representatives under the Subcommittee on Justice Reform, which consists of MPs from both the government and the opposition parties, along with human rights and legal practitioners. This draft bill considered to be complied with the UN Convention against Torture (CAT) Thailand has ratified in 2007 and International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (ICPPED) signed in 2012.

The bill seeks to cover all international standards including prosecution, prevention, protection and rights to reparation for victims of torture and enforced disappearance. The bill also criminalizes torture and enforced disappearance by state authorities to end the culture of impunity.

It lays out mechanisms to ensure transparency and accountability, along with preventative measures to torture and enforced disappearance such as laying out the right to be visited by families or independent investigating committee members, and the right to counsel. It also states that the place of detention and detainees’ physical condition must be reported.

Furthermore, the draft bill lays out mechanisms to file a complaint should torture be found, no matter which law or whose authority the individual is detained by. The bill also compensates and remedies the victims of torture and enforced disappearance, which also covers spouses, descendants, parents, life partners, and relatives, both legally and in practice, of the tortured or the disappeared. This serves those categories of people in representing the victims in court. There is no limit in statue of the case when the fate of the disappeared is known. Moreover, good civilians who report on torture or enforced disappearance cases, if done so with good intent, will be protected by witness protection.

The Committee’s version of the bill has been adapted from the people’s version which was submitted by representatives of human rights NGOs to the House of Representatives Committee Legal Affair, Justice, and Human Rights on 20th February 2020. Later, the draft was amended and went through draft law review process in its subcommittee on 18-17th and 24-25th June 2020. Today, the Committee approved of the report of the study and the draft bill, and submitted to the Speaker of the House. After this, it will be introduced to a select committee alongside the draft bills by the Ministry of Justice and other political parties. The bill then will be introduced to the house.

Cross-Cultural Foundation is grateful to the shared vision of the Committee members on the need for Thailand to have such a law that protects the rights of the people to be free from torture and enforced disappearances. This is a promising sign showing that MPs are aware of the problems and suffers from rights violation by the hands of authorities. The commitment of the committee to protect the interest of the people is much appreciated as this can be taken as the effectiveness of democracy which respects the voices of the people and seeks to protect their rights and liberty.

As such, we, the civil society, with media, should affirm the importance of the rule of law and of taking up rights as a citizen in monitoring and advancing the draft into a law to be a mechanism guaranteeing the security of life and that such cruel and dehumanizing acts will not again be committed in Thai society.

Cross-Cultural Foundation

แถลงการณ์: ชื่นชมการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ในการผลักดันพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านการพิจารณาและรับร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …  (ร่างฯ ฉบับกมธ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นต่อไปในสภาฯ

ร่างฯ ฉบับกมธ.  เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านรวมไปถึงนิติกรสิทธิมนุษยชนผู้ชำนาญการ ที่มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีกฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ที่ได้ให้สัตยาบันไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ร่างฯ ฉบับกมธ. มุ่งกำหนดกฎหมายที่ครอบคลุมบริบทของการเข้าถึงความยุติธรรม การชดเชย เยียวยา จากการถูกทรมานและถูกกระทำให้สูญหายในทุกมิติ โดยมีจุดประสงค์คือการกำหนดให้การทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม กำหนดให้มีกลไกป้องกัน ปราบปรามการกระทำดังกล่าว เพื่อลบล้างวัฒนธรรมที่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล (impunity) กำหนดให้มีกลไกตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ รวมทั้งการป้องกันการทรมานและอุ้มหาย เช่น การกำหนดให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือกรรมการที่เป็นอิสระ ให้พบและปรึกษาทนายความ ให้มีการบันทึกสถานที่และสภาพร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัว มีกลไกการร้องเรียนหากถูกทรมานไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่หน่วยใดหรือภายใต้กฎหมายฉบับใดก็ตาม อีกทั้งยังชดเชย เยียวยาผู้เสียหาย โดยได้ขยายนิยามของ “ผู้เสียหาย” ให้รวมไปถึง คู่สมรส ผู้สืบสันดาน บุพการี คู่ชีวิต และญาติผู้เสียหาย ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถฟ้องคดีแทนเหยื่อได้ ในส่วนของอายุความ ไม่ให้นับอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ที่ถูกกระทำให้สูญหาย นอกจากนี้พลเมืองดีที่แจ้งหรือร้องเรียนกรณีอุ้มทรมานหรืออุ้มหาย หากกระทำโดยสุจริตก็จะได้รับการคุ้มครองพยานด้วย

ทั้งนี้ร่างฯ ฉบับกมธ. ฉบับนี้ใช้ร่างฯ ฉบับประชาชนเป็นฐาน โดยตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนยื่นร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับประชาชนในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ต่อกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ต่อมามีการพิจารณาและปรับปรุงร่างฯ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในวันที่ 17 -18 และ24-25 มิถุนายน 2563 และในขณะนี้ กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีมติเห็นชอบร่างฯฉบับกมธ. โดยกระบวนการต่อจากนี้จะเป็นการเสนอร่าง

พ.ร.บ.ฯ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ ประกอบกับร่างพรบ.ฉบับของกระทรวงยุติธรรมและพรรคการเมืองต่าง ๆ และนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมวิสัยทัศน์ร่วมของคณะกรรมาธิการฯ ที่เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิประชาชนเช่นนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนว่าผู้แทนราษฎรตระหนักถึงปัญหาอันเกิดจากการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความคืบหน้าในการผลักดันกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความสัมฤทธิ์ผลของระบอบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคประชาสังคมร่วมมือกับสื่อมวลชนยืนยันถึงความสำคัญของหลักการด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และรักษาสิทธิอันพึงมีในฐานะพลเมือง โดยร่วมกันสอดส่อง ติดตามและร่วมผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้สำเร็จเพื่อเป็นหลักประกันแก่ความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต และให้พวกเราทุกคนปลอดจากการทรมานและการกระทำให้สูญหายไม่เกิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

แถลงการณ์ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563

ใบแจ้งข่าว: ผู้เสียหายจากการที่กสทช. ตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือระเบียบดังกล่าว

ภาพข้อความจากเครือข่ายโทรศัพท์ส่งเข้าเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายปรีดา นาคผิว ผู้รับมอบอำนาจของผู้ฟ้องคดีที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนใต้ได้เดินทางไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง กรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตัดสัญญาณโทรศัพท์ผู้ฟ้องคดีนี้และประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ประชาชนตกเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากกการกระทำทางปกครองดังกล่าว และเห็นว่า การตัดสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าวสร้างความเดือนร้อนเสียหาย จึงได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยทุเลาการบังคับคดีหรือคำสั่งทางปกครองก่อนการพิพากษาคดี หากปล่อยให้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย และยากแก่การเยียวยาในภายหลัง และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนประกาศ ระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งใดๆของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสัญญานโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว

สืบเนื่องจากกรณีที่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออย่างน้อย 4 แห่ง ได้ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา เนื่องจากผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าวไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวิธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตนภายใน 30 เมษายน 2563 ทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้โทรศัพท์ การใช้บริการอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยได้รับความเดือนร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การตัดสัญญาณโทรศัพท์ดังกล่าว น่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะของการเลือกปฎิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากประชาชนที่ได้รับความเดือนเนร้อนจากการตัดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อดำเนินการให้ผู้ใช้อำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนกลุ่มดังกล่าว ต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 0896222474

ใบแจ้งข่าว: ศาลสงขลานัดไต่สวนการตาย กรณีนายอับดุลเลาะฯ หมดสติในระหว่างควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหารและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ภาพภรรยาอับดุลเลาะ คุณพรรณิการ์ วานิช ทีมทนายจากศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
ญาติของนายอับดุลเลาะ และประชาชนที่สนใจคดีนี้ไม่สามารถเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนการตายได้ โดยศาลให้เหตุผลว่าอยู่ในสถานการณ์ Covid-19

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 ศาลจังหวัดสงขลานัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ ช.1/2563 คือคดีไต่สวนการตายของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ  พนักงานอัยการ และทนายความของนางสาวซูไมยะห์ มิงกะ ภรรรยานายอับดุลเลาะฯ ได้ตรวจพยานหลักฐานที่จะใช้ประกอบในการสืบพยานแล้ว แถลงต่อศาลว่าประสงค์จะซักถามพยานทุกปากที่แต่ละฝ่ายอ้าง  พนักงานอัยการแถลงมีความประสงค์นำพยานเข้าสืบจำนวน 20 ปาก ประกอบด้วย แพทย์จากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหารและโรงพยาบาลสงขลานครินทร์  เจ้าหน้าที่ทหารผู้ควบคุมนายอับดุลเลาะฯออกจากบ้าน  เจ้าหน้าที่ทหารศูนย์ซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหาร และพนักงานสอบสวน ส่วนทนายความของนางสาวซูไมยะห์ฯ มีความประสงค์สืบพยานจำนวน 10 ปาก ประกอบด้วย ภรรยาและญาตินายอับดุลเลาะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ประธานหรือผู้แทนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ กอ.รมน.แต่งตั้ง  พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  ประธานหรือผู้แทนคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และพยานคนอื่น ๆ ที่จะเพิ่มเติมอีก ซึ่งศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 15-18 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป

คดีดังกล่าว ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก แต่เฉพาะอัยการ ภรรยาผู้ตายและทนายความเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องการพิจารณาได้  โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีญาติพี่น้องและประชาชนจำนวนมากไม่สามาถเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ ซึ่งโดยหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายแล้วการพิจารณาคดีของศาลเป็นการพิจารณาคดีที่เปิดเผยต่อประชาชน ทนายความของนางสาวซูไมยะห์ฯ จึงได้แถลงต่อศาลให้ทราบถึงความสำคัญในการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม จึงได้ขอให้ศาลจัดเตรียมห้องพิจารณาคดีที่สามารถรองรับบุคคลภายนอกหรือผู้ที่สนใจได้ประมาน 50 คน ศาลจึงแจ้งว่าจะหาห้องให้ในครั้งถัดไปที่นัดสืบพยาน