กฎหมายชาติพันธุ์ กับการคุ้มครองวิถีชีวิตและสิทธิมนุษยชน

เรื่องโดย วิวัฒน์ ตามี่ ในช่วงที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองวิถีชีวิตและสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2560 มาตรา 70 เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาจำนวนสามฉบับ ฉบับแรกชื่อ ร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. … ยกร่างโดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เพิ่งล่ารายชื่อครบ 12,000 รายชื่อนำเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ฉบับที่สองชื่อร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … ยกร่างโดยคณะอนุกรรมาธิการฯ 1 สภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้ผ่านความเห็นของชั้นกรรมาธิการและเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ฉบับที่สามชื่อ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยกร่างโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในนามรัฐบาลกำลังเตรียมเวทีรับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้จัดประชุมเตรียมเวทีรับฟังความเห็นร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลครั้งแรกระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2564 ณ โรงแรมมิราเคิล หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนชนเผ่าและกลุ่มชาติพันธุ์จาก สี่ภาคประมาณ 100 คน มีผู้แทน NGOs ที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งเข้าร่วมเวทีครั้งนี้ ได้ตั้งคำถามต่อสถานะเวทีครั้งนี้ว่า เป็นเวทีรับฟังความเห็น หรือว่าแค่เวทีเตรียมการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพราะเห็นว่าคณะยกร่างกฎหมายแสดงบทบาททั้งนำเสนอและโต้ตอบContinue reading “กฎหมายชาติพันธุ์ กับการคุ้มครองวิถีชีวิตและสิทธิมนุษยชน”

เสียงจากเยาวชนและสตรีบ้านบางกลอย… ในวันที่รัฐไม่ให้พวกเขากลับบ้าน

เรื่องโดย อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ใครก็ตาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะหญิง ชาย หรือคนหลากหลายทางเพศ ประโยคที่ว่า “ไม่มีที่ไหนไม่สุขใจ…เท่าบ้านเรา” ก็ยังถือเป็นอุดมคติที่มนุษย์ทุกคนคาดหวังว่า บ้านจะเป็นเสมือนพื้นที่ Save Zone ที่ไม่ว่าเราจะออกไปใช้ชีวิตทั้งวันให้กับการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่เที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ที่ไหนก็ตาม เราจะยังอยากกลับมาพักผ่อนอยู่ “บ้าน” เพื่อเติมเต็มพลังงานที่เสียไประหว่างวันให้พร้อมสำหรับภาระหน้าที่ในวันรุ่งขึ้นต่อไป แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากไม่ว่าใครก็สามารถกลับ “บ้าน” ของตนเองได้ โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลใจว่า บ้านของตนจะถูกใครมาพรากจากไปหรือไม่ เหมือนกับสิ่งที่เกิดกับพี่น้องชาวบ้าน “บางกลอย” ได้พบ ที่หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “พวกเขาไม่มีบ้านให้กลับ” ทวนความจำ: 5 มีนา กับการกระทำอันอุกฉกรรจ์ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ย้อนกลับไปเมื่อเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 ณ ผืนป่าบริเวณที่เรียกว่า “ใจแผ่นดิน” ขณะที่ชาวบ้านเพิ่งลืมตาตื่น กำลังจะก่อฟืนหุงหาข้าวปลาอยู่นั้น เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้สนธิกำลังเข้ามายังพื้นที่ ก่อนจะใช้ปืนและมีดพร้าที่อยู่ใกล้ตัวเคาะกับพื้นไม้ให้เกิดเสียงดังกังวาล พร้อมทั้งเปล่งเสียงเรียกให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นมารวมตัวกัน บรรยากาศที่เริ่มไม่สู้ดีนัก ทำให้ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ในละแวกนั้นต้องหยุดกิจวัตรที่ทำอยู่และมารวมตัวกัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเริ่มประกาศผ่านโทรโข่งว่า “ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ที่นี่ (ใจแผ่นดิน)Continue reading “เสียงจากเยาวชนและสตรีบ้านบางกลอย… ในวันที่รัฐไม่ให้พวกเขากลับบ้าน”

เมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย

เรื่องโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ งานด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประการหนึ่งคือ การบันทึกข้อเท็จจริงเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เห็นเป็นปรากฎการณ์และสถานการณ์ที่ชัดเจน ถูกต้องแม่นยำที่สุด โดยเฉพาะข้อเท็จจริงจากปากคำของผู้เสียหายที่ต้องเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่า อันจะนำมาสู่การทำหน้าที่ของรัฐในการแก้ไขปัญหาและปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน ตัวอย่างนี้เป็นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อกฎหมายบ้านเมืองทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย กลไกสิทธิมนุษยชนในประเทศอ่อนแอและไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยรวมทั้งหน่วยงานของรัฐในนามกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การบันทึกข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อรายงานต่อองค์การระหว่างประเทศ ทั้งกลไกกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีภาระผูกพันต้องปฏิบัติที่อาจมีมาตรการทางกฎหมาย นโยบายและปฏิบัติที่แตกต่างและคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มเปราะบางได้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่า ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้มีบันทึกว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2564 มีชนพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมตัดสินใจเดินทางจากบ้านบางกลอยล่างกลับขึ้นไปยังพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินดั้งเดิมจำนวน 30-40 คน หลายครอบครัว ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 มีรายงานข่าวจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่า ชาวบ้านบางกลอยล่างกลุ่มหนึ่งไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ได้พากันเดินทางเท้ากลับขึ้นไปยังหมู่บ้านบางกลอยบนที่อยู่ในป่าใหญ่ใจแผ่นดิน ภายหลังจากชาวบ้านบางกลอยทั้งหมู่บ้านถูกอพยพลงมาตั้งแต่ปี 2539 แต่ประสบปัญหาอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีที่ทำกินและหนีกลับขึ้นไปอยู่บ้านเดิม จนกระทั่งอุทยานฯ ได้ใช้ยุทธการตะนาวศรีเผากระท่อมและยุ้งข้าวของชาวบ้านเมื่อปี 2554 และกดดันให้ชาวบ้านย้ายลงมาอยู่หมู่บ้านบางกลอยล่าง-โป่งลึก  ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 ได้มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีต่อชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอย่างรุนแรงและขัดต่อกฎหมายไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ บันทึกเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานและพยานได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย ใครต้องรับผิดชอบ ดีเดย์ 5 มีนาคมContinue reading “เมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย”

17 องค์กรส่งข้อเสนอเรื่องสิทธิในที่ดินต่อคณะกรรมการยูเอ็น ESCR เน้นย้ำเรื่องความชอบธรรมด้านสิทธิในที่ดินของชนเผ่าชาติพันธุ์ทั้งในพื้นที่ป่าและทะเล

ใบแจ้งข่าว 17 องค์กรส่งข้อเสนอเรื่องสิทธิในที่ดินต่อคณะกรรมการยูเอ็น ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เน้นเรื่องความชอบธรรมด้านสิทธิในที่ดินของชนเผ่าชาติพันธุ์ทั้งในพื้นที่ป่าและทะเล Download เอกสาร “สิทธิในที่ดิน : หลักสากลและสถานการณ์ในประเทศไทย” ภาษาไทย ที่ ภาษาอังกฤษที่ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมประเทศไทยจำนวน 17 องค์กร ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อร่างความเห็นทั่วไปที่ 26 (2564) ว่าด้วยเรื่องสิทธิในที่ดิน ให้กับคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564  โดยความเห็นในเอกสารฉบับนี้ได้ถูกรวบรวมโดยจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยในการสัมมนาหัวข้อ “สิทธิในที่ดิน : หลักสากลและสถานการณ์ในประเทศไทย” ในรูปแบบออนไลน์ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ระหว่างภาคประชาสังคมในประเทศไทยจำนวน 17 องค์กร ภายใต้การสนับสนุนของ ดร. เสรี นนทสูติ [1]ในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยการประสานงานและการสนับสนุนข้อมูลโดยคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ข้อเสนอแนะต่อร่างความเห็นทั่วไปที่ 26 ฉบับนี้ แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่Continue reading “17 องค์กรส่งข้อเสนอเรื่องสิทธิในที่ดินต่อคณะกรรมการยูเอ็น ESCR เน้นย้ำเรื่องความชอบธรรมด้านสิทธิในที่ดินของชนเผ่าชาติพันธุ์ทั้งในพื้นที่ป่าและทะเล”