เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในสังคมที่การบังคับสูญหายไม่เป็นความผิดทางอาญา

เรื่องโดย อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ แม้ปัจจุบันโลกจะเข้าสู่ยุคสมัยที่สังคมต่างให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นอิสรเสรี หลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน อันประกอบด้วย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างหยิบยกมาพูดถึงและถกเถียงกันมากขึ้นถึงขอบเขตและความจำเป็นในการใช้ชีวิตร่วมกันของสังคมมนุษย์นับแต่นี้ หากแต่ในสังคมไทย การนำหลักการสิทธิมนุษยชนมาปรับใช้ในการกำหนดขอบเขตทางกฎหมายและนโยบายรัฐยังคงมีลักษณะคลุมเครือและยังไม่เห็นเป็นภาพชัดว่า รัฐไทยได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองรัฐทุกคนควรได้รับตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากปัจจุบันยังปรากฏพบว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย และอำนาจนอกเหนือกฎหมาย ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดการกระทำที่ร้ายแรงและไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย อาทิเช่น การซ้อมทรมานในพื้นที่ปิดต่างๆ อย่างห้องสอบสวน ค่ายทหาร หรือแม้แต่การบังคับสูญหายก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จึงเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดกรอบเกณฑ์ในการป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย รวมทั้งทำให้การซ้อมทรมานและบังคับสูญหายกลายเป็นความผิดทางอาญาที่สามารถฟ้องร้องดำเนินการทางกฎหมายโดยไม่มีอายุความ แม้ว่าล่าสุด เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 คณะกรรมธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้มีมติส่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและนำไปสู่ขั้นตอนกระบวนการออกกฎหมายต่อไป แต่จนขณะนี้ก็เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้วที่กฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสมัยประชุมสภาครั้งใดเลย เสวนา “พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย สถานการณ์ร่างพ.ร.บ.ล่าสุดในสภา” จัดขึ้น เพื่อรายงานสถานการณ์ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในรัฐสภาว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งทบทวนความจำอีกครั้งว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านมติที่ประชุมสภา จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อสังคมบ้าง โดยเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคมContinue reading “เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มต้องไม่หาย แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรในสังคมที่การบังคับสูญหายไม่เป็นความผิดทางอาญา”

Outsight In: ปิดภาพจำ เปิดภาพจริงพื้นที่ชายแดนใต้ 5 วัน กับ ‘น้องก้อย’ นักศึกษาฝึกงานจาก มศว

เรื่องโดย ทิพาพร สนั่นเมือง พื้นที่สีแดง เหตุระเบิด และเหตุการณ์ปล้นฆ่า… หลายคำนำเสนอผ่านหน้าจอสื่อ นำไปสู่คำตีตราว่า โจรใต้ และสารพัดคำต่าง ๆ นานา ที่ผู้คนมากมายรอบตัวของ ‘ก้อย’ ต่างจำกัดความเพื่อต้องการสื่อว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรย่างกรายเข้าไป ทำให้หลายคนไม่กล้าเดินเข้ามาสัมผัสว่า แท้ที่จริงแล้วพื้นที่นี้เป็นอย่างที่เขาว่ากันไว้หรือไม่ แต่แล้ววันหนึ่ง ก้อย ก็ได้รับโอกาสให้ไปเยือนพื้นที่แห่งนี้ ภายหลังที่ได้รู้จักและเข้ามาฝึกงานกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) พี่ ๆ ได้หยิบยื่นทริปการเดินทางท่องวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 20-24 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา การเดินทางระยะเวลากว่า 5 วัน อันเป็นโอกาสที่จะได้ไปสัมผัสยังชายแดนใต้เป็นครั้งแรก เพื่อทบทวนภาพที่ก้อยเคยจำตลอดมาว่า พื้นที่ตรงนี้อันตรายอย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่า วันแรก 20 มีนาคม 2564 การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ สู่ยังสนามบินหาดใหญ่ สงขลา มาตรการตรวจคัดกรองบุคคลเพื่อป้องการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ยังคงเป็นที่เข้มงวด เนื่องจากเพิ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มาจากพื้นที่บางแค กรุงเทพฯ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี จนกระทั่งลงจากเครื่อง เราก็ได้พบกับแบ (พี่ชาย)Continue reading “Outsight In: ปิดภาพจำ เปิดภาพจริงพื้นที่ชายแดนใต้ 5 วัน กับ ‘น้องก้อย’ นักศึกษาฝึกงานจาก มศว”

(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ) จดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำอาเซียน: ข้อเสนอแนะจากองค์กรภาคประชาสังคมในเมียนมาและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการประชุมอาเซียนในวาระพิเศษเกี่ยวกับเมียนมา

Original English is below 22 เมษายน 2564 จดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำอาเซียน: ข้อเสนอแนะจากองค์กรภาคประชาสังคมในเมียนมาและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการประชุมอาเซียนในวาระพิเศษเกี่ยวกับเมียนมา ถึง ผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เรียน ฯพณฯ ท่านผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอสำหรับการประชุมอาเซียนในวาระพิเศษเกี่ยวกับเมียนมา เราในฐานะองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งได้ลงนามไว้ข้างท้ายนี้ ในเมียนมาและกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปฏิบัติตามความพยายามของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ศาลอาญาระหว่างประเทศ และผู้ที่มีส่วนร่วมในประชาคมระหว่างประเทศอื่น ๆ ในการตัดสินใจที่จะจัดการกับการรัฐประหารที่ผิดกฎหมายและโหดร้าย รวมถึงอาชญากรรมทำลายล้างชีวิตมนุษย์จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลทหารในเมียนมา  เรายินดีที่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด (Joko Widodo) มีข้อเสนอของสาธารณรัฐอินโดนีเซียสำหรับการประชุมอาเซียนวาระพิเศษ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลงในเมียนมาหลังจากการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยสงบและการรณรงค์สร้างความหวาดกลัวต่อพลเรือนที่ปล่อยโดยรัฐบาลทหาร โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไนดารุสซาลาม ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวอย่างแบบอย่างที่มีมาก่อนและเป็นความมุ่งมั่นของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนในการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นของเมียนมา โดยอ้างถึงองค์กรสูงสุดในการกําหนดนโยบายของอาเซียน อย่างไรก็ตามพวกเรายังคงมีความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจุดยืนที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียนต่อการรัฐประหารในเมียนมา ขณะที่การยอมรับในเชิงรุกของรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยต่อการกระตุ้นการแทรกแซงในระดับอาเซียน ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ยังคงยืนกรานด้วยความเห็นว่า สถานการณ์วิกฤตดังกล่าวอยู่ในกิจการภายในของเมียนมา ดังนั้นจะไม่มีการแทรกแซงมากจนเกินไปตาม “วิถีอาเซียน” ในการไม่แทรกแซงกิจการภายในและการเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐ ท่าทีที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียน ทำให้อาเซียนยากที่จะบรรลุฉันทามติและเป็นผลให้เกิดความไม่แน่ชัดในการตอบสนองที่ล่าช้าจากอาเซียน ขณะที่รัฐบาลทหารยังคงโจมตีประชาชนชาวเมียนมาโดยเจตนาและมุ่งมั่นที่จะสังหารอย่างต่อเนื่อง สร้างความผิดหวังให้กับเราเป็นอย่างมาก ดังเห็นได้จากผลลัพธ์ที่จัดทำโดยการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (IAFMM)Continue reading “(คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ) จดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำอาเซียน: ข้อเสนอแนะจากองค์กรภาคประชาสังคมในเมียนมาและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับการประชุมอาเซียนในวาระพิเศษเกี่ยวกับเมียนมา”

ผสานวัฒนธรรม ขอให้สื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและไม่สร้างอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ กรณีมีการเผยแพร่ข่าวอ้างว่ามีการล่าช้าง ทั้งที่ชาวบ้านเพียงไปหาน้ำผึ้งตามฤดูกาล

สืบเนื่องจาก สำนักข่าว เพชรภูมิ ฮอตนิวส์ รายงานข่าวเมื่อเช้าวันนี้ (14 เม.ย. 2564) ว่า เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน หน่วยพิทักษ์ป่าแก่งกระจานที่ 2 (เขาสามยอด) ได้จับกุมชาวบ้านป่าเด็ง 1 ราย คือ นายซูดิ๊ เวนะ อายุ 26 ปี ขณะที่อีก 2 รายคือ นายชิลี่ เวนะ และนายแบล๊ะทู หลบหนีไปได้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธปืนลูกกรดไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก อุปกรณ์เดินป่าอีกจำนวนหนึ่ง ซากงูเหลือม 1 ซาก และซากโครงกระดูกช้างป่าขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศ คาดว่าเสียชีวิตโดยธรรมชาติ จึงได้เก็บรวบรวมเพื่อเป็นหลักฐาน และนำตัวไปทำบันทึกจับกุมก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินคดี ในข้อหาล่าสัตว์ป่า อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.facebook.com/111160497055768/posts/322971252541357/ ล่าสุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับข้อมูลจากอาสาสมัครสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ว่า ชาวบ้านดังกล่าวได้เดินเท้าเข้าไปบริเวณห้วยคมกฤตเพื่อไปหาน้ำผึ้ง ระหว่างทางพบกับเจ้าหน้าที่ชุดลาดตะเวนและถูกเจ้าหน้าที่ยิงปืนขู่ ชาวบ้านจึงออกจากพื้นที่และกลับมายังบ้าน ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์หรือล่าช้าง ไม่มีอาวุธปืรอาร์ก้าหรือปืนลูกซอง อีกทั้งไม่ได้ยิงปืนเพื่อเปิดทางหนีดังการรายงานข่าวดังกล่าวแต่อย่างใดContinue reading “ผสานวัฒนธรรม ขอให้สื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและไม่สร้างอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ กรณีมีการเผยแพร่ข่าวอ้างว่ามีการล่าช้าง ทั้งที่ชาวบ้านเพียงไปหาน้ำผึ้งตามฤดูกาล”

CrCF ชวนอ่าน: เกิด แก่ เจ็บ ไม่ตาย เมื่อวันที่ร้านหนังสือ “บูคู” ปิดตัว กับก้าวต่อไปที่ ดร.อันธิฌา คาดหวัง

เรื่องโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เกิด: จุดกำเนิดร้านหนังสือบูกู ย้อนเวลากลับไปปี 2554 ภายหลังจากอันธิฌาได้เริ่มทำงานกับนักกิจกรรมในพื้นที่มาสักระยะหนึ่ง ร้านหนังสือ “บูคู” ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยการดูแลของ อันธิฌากับแฟนสาวที่เป็นนักกิจกรรมด้าน Gender ในพื้นที่ โดยร้านบูคูแห่งนี้ได้กลายมาเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยของนักกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นที่พูดได้ หรือประเด็นที่ล่อแหลม อาทิเช่น ประเด็นการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้  รวมทั้งประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ที่เมื่อหลายปีก่อน หากเราหยิบยกประเด็นนี้มาพูดเมื่อไร ก็นำพามาซึ่งปัญหาความขัดแย้งและความไม่ลงรอยของคนในพื้นที่ทุกครั้ง เนื่องพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกจำกัดซึ่งสิทธิเสรีภาพในการพูด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงของประเทศ หรือแม้แต่หลักการศาสนาก็ตาม นอกจากบูคูจะเป็นพื้นที่สำหรับนักกิจกรรมในการแวะเวียนมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไม่ต้องกังวลใจแล้ว ร้านบูคูแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ผลัดเปลี่ยนให้ผู้คนได้มาจัดแสดงภาพยนตร์ ภาพถ่าย งานศิลปะ หรืองานเปิดตัวหนังสือที่สุ่มเสี่ยงต่อการเซ็นเซอร์โดยรัฐบาลล้วนแล้วสามารถจัดได้ที่บูคู ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ปลอดภัยในการใช้สิทธิเสรีภาพในการพูด แต่แล้วพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ เข้ามาตรวจค้นที่ร้าน ประมาณปี 2556 และเริ่มได้รับการข่มขู่คุกคามมากยิ่งขึ้น เมื่อครั้งจัดงานเปิดตัวหนังสือ “ปาตานี เมอเดอกอ (เอกราช ปาตานี)”   และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อันธิฌา เขียนบทความส่งสำนักข่าวประชาไท ถึงเรื่องการถูกข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ถูกกระทำมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2547 แต่ไม่มีใครหยิบยกออกมาพูด ตนในฐานะคนนอกพื้นที่ที่เข้าไปศึกษาและผลักดันคนในพื้นที่ตระหนักถึงประเด็นสิทธิและเสรีภาพContinue reading “CrCF ชวนอ่าน: เกิด แก่ เจ็บ ไม่ตาย เมื่อวันที่ร้านหนังสือ “บูคู” ปิดตัว กับก้าวต่อไปที่ ดร.อันธิฌา คาดหวัง”