มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: งานศึกษาเรื่องมาตรการพิเศษในภาวะฉุกเฉินกับหลักสิทธิมนุษยชน

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้รับมือกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เพื่อให้เข้าใจหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และยกตัวอย่างบางประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักการสากลในโอกาสต่อไป 1. ความเป็นมา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยอำนาจตามมาตรา 5 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)[1] การประกาศดังกล่าวเป็นผลจากความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรับมือกับสถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่ ซึ่งแพร่ระบาดใหญ่ตั้งแต่ปลายปี 2562 โดยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 “Covid 19”) เป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 14 ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.โรคติดต่อ)[2] และมีผลให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจหน้าที่เฝ้าระวัง สอบสวนโรค และดำเนินการเพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อดังกล่าว[3] และรัฐบาลยังได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19) เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวด้วย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการศูนย์[4] แต่การรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าวยังไม่เป็นผลทำให้รัฐบาลเห็นว่าควรยกระดับขึ้นสู่การบังคับใช้มาตรการขั้นสูงสุดโดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร มีผลตั้งแต่ 26 มีนาคมContinue reading “มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: งานศึกษาเรื่องมาตรการพิเศษในภาวะฉุกเฉินกับหลักสิทธิมนุษยชน”

เปิด 5 เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน-โควิด มี 3 ข้อเสนอในการแก้พรก.ฉุกเฉินให้สอดคล้องหลักการสากล

เปิด 5 เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน-โควิด และมี 3 ข้อเสนอให้รัฐบาลและรัฐสภาแก้กฎหมายพรก.ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับหลักการสากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่ามีเหตุผลสำคัญ 5 ประการที่รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียวขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาแก้กฎหมายพรก.ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับหลักการสากล ดังนี้ การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างยิ่ง เช่นการสั่งปิดกิจการธุรกิจการค้าบางประเภท การห้ามประชาขนออกนอกบ้าน ฯลฯ มีผลทำให้ประชาชนตกงาน ขาดรายได้ที่ใช้ในการประทังชีวิตหลายล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจน คนชายขอบ คนไร้ที่พึ่ง แรงงานข้ามชาติ โดยที่รัฐบาลไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพและไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความเดือดร้อนได้  ภาวะยากลำบากที่ประชาชนคนยากจนประสบอยู่ในขณะนี้ หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจส่งผลกระทบเกิดเป็นภาวะวิกฤติของชาติ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม จนยากที่จะฟื้นฟูให้กลับคืนมาได้ 2.          สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้เบาบางลงบ้างแล้ว และอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ โดยรัฐบาลสามารถใช้มาตรการตาม “กฎหมายปกติ” อื่นๆ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 การรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือในการดูแลตนเองและผู้อื่น ฯลฯ โดยที่รัฐจะต้องสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข แนะนำมาตรการและสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดเช่นหน้ากากอนามัย การเข้าถึงการตรวจสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3.          พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายนิติบัญญัติ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและดำเนินมาตรการต่างๆตามประกาศดังกล่าวโดยคณะรัฐมนตรี  ไม่สามารถที่จะตรวจสอบถ่วงดุลโดยฝ่ายนิติบัญญัติดังเช่นกฎหมายของนานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยกำหนด เนื่องจาก ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินContinue reading “เปิด 5 เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน-โควิด มี 3 ข้อเสนอในการแก้พรก.ฉุกเฉินให้สอดคล้องหลักการสากล”

บทบาท สส.อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ : เราเป็นนักกฎหมายที่พยายามนำเสนอมิติของการมองกฎหมายเพื่อนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริง

อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ : เราเป็นนักกฎหมายที่พยายามนำเสนอมิติของการมองกฎหมายเพื่อนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริง ในฐานะทนายความศูนย์ทนายความมุสลิมผู้เป็นที่พึ่งให้คนในชายแดนใต้มาช้านาน เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บทบาทในสภาของเขาอาจมีทั้งส่วนที่สังคมรับรู้และไม่รับรู้ รวมถึงความเชื่อ อุดมการณ์ การเป็นนักต่อสู้ทางกฎหมายและความเป็นธรรมที่ยึดถือมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่มากน้อยเพียงใด   มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงถือวาระโอกาสครบรอบการทำงานหนึ่งปีในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ “แบลัน” จับเข่าคุยถึงเรื่องราวหลากรส ทั้งความมุ่งหวังในฐานะคนทำงานในสภาฯ การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ……  กระทั่งความเห็นต่อการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่ชายแดนใต้ ความลักลั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง  ความหวังในกระบวนการสันติภาพ ความหวังในการทำงานการเมืองกับหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงเหตุการณ์การปะทะที่ริมเขื่อนตาเซะ กระทั่งความเห็นต่อกรณีของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ที่ยังคงปลุกอุดมการณ์ของการเป็นนักกฎหมายที่แท้จริง มิใช่เพียงทนายความ แต่คือนักกฎหมายผู้อำนวยความเป็นธรรมที่ยังไม่ยอมแพ้   ถาม ได้รับทราบว่าสส.อาดิลัน สนใจเรื่อง ร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ของภาคประชาชน ในฐานะผู้แทนราษฎรจากพื้นที่ที่มีประเด็นเรื่องนี้  มีอะไรที่ทำให้เดินต่อไปไม่ได้? ตอบ ไม่ใช่ว่าเดินไม่ได้ ขอย้อนกลับไปตอนรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ร่าง พ.ร.บ.นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยนั้นเป็นคนเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เพื่อพิจารณาตัวร่าง พ.ร.บ.ฯ ที่ร่างโดยกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และมีการตัดทอน ปรุงแต่ง จนกล่าวกันว่าไม่เห็นรูปร่างเดิมของContinue reading “บทบาท สส.อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ : เราเป็นนักกฎหมายที่พยายามนำเสนอมิติของการมองกฎหมายเพื่อนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริง”

Patani notes: CrCF ยื่นจดหมายผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องตัดสัญญาณมือถือในจชต. ทนายชี้ฟ้อง กสทช.ได้

ยื่นจดหมายผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องตัดสัญญาณมือถือในจชต. ทนายชี้ฟ้องกสทช.ได้ . มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเผยยื่นจดหมายถึงผู้ตรวจการแผ่นดินวันนี้ เรียกร้องให้ยื่นมือช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีการตัดสัญญาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในสามจังหวัดภาคใต้และสี่อำเภอของสงขลา โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลือกปฏิบัติและขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิเผยมีผู้ได้รับผลกระทบถูกตัดสัญญาณ หลายรายอยากดำเนินการทางกฎหมายแต่ไม่กล้า ด้านทนายความชี้ว่าช่องทางที่จะทำได้คือฟ้องกสทช. . นส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติเปิดเผยว่า วันนี้ได้ยื่นหนังสือให้กับประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันท์ ในนามของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเพื่อเรียกร้องให้เข้าช่วยคลี่คลายปัญหาการถูกตัดสิญญาณโทรศัพท์ โดยหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 26 พ.ค. 2563 ระบุว่า การตัดสัญญาณดังกล่าวโดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 ยังผลให้ผู้ถูกตัดสัญญาณได้รับความเดือดร้อนไม่อาจเข้าถึงการสื่อสารได้ ลักษณะการตัดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติและขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน . การตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือซึ่งทะยอยดำเนินการกับผู้ใช้เรื่อยมานั้นยังไม่มีผู้รวบรวมตัวเลขชัดเจนว่ามีผู้ถูกตัดแล้วเท่าใดแน่ แต่จากยอดของผู้ที่กรอกแบบฟอร์มของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมในเรื่องการได้รับผลกระทบ มีผู้กรอกแล้วจำนวนทั้งสิ้น 181 ราย เป็นผู้ใช้ซิมของกสท.หรือ CAT จำนวน 18 ราย ดีแทค 6 ราย ทรู 19 และเอไอเอส 138 ราย ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บริการแบบเติมเงิน 86.2% อีก 13.3% เป็นแบบจ่ายรายเดือน กลุ่มผู้ถูกตัดสัญญาณ 87.3% ยอมรับว่าได้รับคำเตือนให้ไปลงทะเบียนซิมแบบใหม่ตามระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ ส่วนอีก 12.7%Continue reading “Patani notes: CrCF ยื่นจดหมายผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องตัดสัญญาณมือถือในจชต. ทนายชี้ฟ้อง กสทช.ได้”