บันทึกเสวนาทาง Clubhouse วันที่ 13 ก.ย. 64 เวลา 19.00 น.“จับตา 15 กันยานี้! พ.ร.บ. อุ้มต้องไม่หาย กฎหมายต้องมี!”

เขียนและเรียบเรียงโดย รสา เต่าแก้ว/ณฐพร ส่งสวัสดิ์ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หลาย ๆ คนคงได้รับทราบสถานการณ์ [เกี่ยวกับการอุ้มหายและซ้อมทรมาน] ในสังคมไทยผ่านทางทั้งข่าวและรายงานสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติบ้างแล้ว ประเทศไทยได้ส่งสถิติ [เกี่ยวกับการอุ้มหายและซ้อมทรมาน] ไปให้กับองค์การสหประชาชาติ ในการรายงานสิทธิมนุษยชนในเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการทรมานและบังคับให้สูญหาย ซึ่งประเทศไทยได้รายงานในครั้งแรกเมื่อปี 2556 หรือ 6 ปีหลังจากประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน รายงานจำนวนมากเป็นรายงานกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากมีองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าไปรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ เพียงแต่อาจจะไม่มีรายงานออกไป เนื่องจากมีกลไกที่ยากลำบาก [ในการที่ผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรม] เช่น กรณี [โจ้ถุงดำ] ที่นครสวรรค์ หากไม่มีคลิปวีดีโอเผยแพร่ออกมา ผู้ปกครองของมาวินก็น่าจะบอกว่าไม่ติดใจ เหมือนเคยพูดก่อนที่จะมีคลิปออกมา ซึ่งกรณีส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากการทรมานไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลเอาไว้ การละเมิดลักษณะในนี้ เช่น การจับกุม ควบคุมตัวด้วยกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายยาเสพติด  กฎอัยการศึก หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่างมีขั้นตอนที่ทำให้ชาวบ้านเสี่ยงกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยมิชอบ และอาจนำไปสู่การพลาดพลั้งทำให้เสียชีวิต ซึ่งก็จะมีการซ่อนและทำลายศพตามมา กรณรซ้อมทรมานและอุ้มหาย ส่วนใหญ่มักเกิดกับนักกิจกรรม ผู้เห็นต่าง ผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกจากประเทศไทยContinue reading บันทึกเสวนาทาง Clubhouse วันที่ 13 ก.ย. 64 เวลา 19.00 น.“จับตา 15 กันยานี้! พ.ร.บ. อุ้มต้องไม่หาย กฎหมายต้องมี!”

Powerful Simplicity: ความเรียบง่ายที่ไม่เคยธรรมดาของเหยื่ออยุติธรรมในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม”

เขียนโดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 16 “…พ.ต.ต.หนุ่ม เอาถุงพลาสติกมาครอบหัวผม และรวบปากถุงบริเวณต้นคอเพื่อให้ผมหายใจไม่ออก ผมจึงพยายามดิ้นและกัดถุงพลาสติกที่ครอบศีรษะออกเพื่อให้มีอากาศหายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น พ.ต.ต.หนุ่ม จึงได้เอาถุงพลาสติกที่ครอบหัวผมออก พร้อมกับถามด้วยประโยคเดิมว่า “มึงจะรับสารภาพได้รึยัง” (อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ, 2564, หน้า 12) คำบอกเล่าที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยเนื้อหาที่โหดร้ายและคุ้นหูคนไทยอย่างไม่น่าให้อภัยนี้ คัดมาจากเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งของบันทึกเส้นทางการต่อสู้ของครอบครัวชื่นจิตร ในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม” ซึ่งคุณอิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เรียบเรียงขึ้นจากถ้อยความของเหยื่อและผู้เกี่ยวข้องในขบวนต่อสู้ รวมถึงข้อเท็จจริงในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เด็กม.6 ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของตนเองมาเป็นเวลานานกว่า 12 ปีแล้ว           ในแวบแรกที่ได้เห็น บทบรรยายเหตุการณ์และชื่อเรื่องของหนังสือเล่มนี้คงดูซื่อ ๆ ทื่อ ๆ และถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมาเสียจนน่าประหลาดใจ แต่หากได้ดำดิ่งลงไปกับหนังสือเล่มนี้แล้ว จะได้พบว่า สิ่งเหล่านี้แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณอยากจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ในความเรียบง่ายไร้เล่ห์เหลี่ยมและสมเหตุสมผลของมัน ท่ามกลางความบิดเบี้ยวไร้ก้นบึ้งของกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางคนกระทำย่ำยีต้องเผชิญ จนกลายเป็นว่า ชื่อเรื่องและบทบรรยายที่ซื่อตรงจนเกือบจะดูแห้งแล้งในตอนแรก กลับเป็นเสมือนการประกาศกร้าวอย่างทรงพลังของภาคประชาชน ว่าจะต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมไทยอันคดงอที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา สง่าผ่าเผยContinue reading Powerful Simplicity: ความเรียบง่ายที่ไม่เคยธรรมดาของเหยื่ออยุติธรรมในหนังสือเรื่อง “เมื่อผมถูกทรมาน… ผมจึงมาตามหาความยุติธรรม”

นโยบายซิมการ์ดในพื้นที่ชายแดนใต้: ภาพสะท้อนของเสียงที่ไม่ถูกรับฟังและรัฐที่ไม่เห็นความสำคัญของประชาชน

เขียนและเรียบเรียงโดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 16 นัทธมน ศุภรเวทย์ และภาสินี มีแต้ม นักศึกษาฝึกงาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม อินโฟกราฟิก โดย อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2563 มีการรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดของสงขลาไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์มือถือได้ ทั้งการรับสาย โทรเข้า-ออก และการใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในการติดต่อสื่อสารอย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้าสามารถใช้โทรศัพท์และมีการชำระค่าบริการเป็นปกติ การตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ในปี 2562 ที่ระบุให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ต้องลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยระบบ “สองแชะ” หรือระบบตรวจสอบใบหน้า (Facial identification) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตนเองผ่านข้อมูลทางชีวภาพหรือที่เรียกว่า Biometric Authentication โดยถ้าหากไม่ลงทะเบียนในวันที่กำหนดจะไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์ได้ โดยถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าการลงทะเบียนเป็นการ “ขอความร่วมมือ”Continue reading นโยบายซิมการ์ดในพื้นที่ชายแดนใต้: ภาพสะท้อนของเสียงที่ไม่ถูกรับฟังและรัฐที่ไม่เห็นความสำคัญของประชาชน

Thai “watchlist” of democracy activists violates right to privacy, freedom of movement, freedom of expression

Statement Thai “watchlist” of democracy activists violates right to privacy, freedom of movement, freedom of expression (Thai version is below) (Bangkok, August 13, 2021) – A ‘top secret’ document circulated online earlier this month believed to be produced by the Thai government – lists 183 people including opposition politicians, outspoken democracy activists, lawyers and journalistsContinue reading “Thai “watchlist” of democracy activists violates right to privacy, freedom of movement, freedom of expression”