บทความ นำคนไทยกลับประเทศ: สิทธิตามรัฐธรรมนูญ Vs. พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 101world | May 4, 2020

นำคนไทยกลับประเทศ: สิทธิตามรัฐธรรมนูญ Vs. พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 101world | May 4, 2020 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ นูรีซีกิน ยูโซ๊ะ เรื่องและภาพ กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ   นับตั้งแต่มาเลเซียประกาศปิดประเทศเพราะสถานการณ์โควิด-19 วันที่ 18 มีนาคม 2563 แล้วมีการผ่อนผันเปิดด่านชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดภาคใต้ในพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย เช่น อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส, อ.เบตง จ.ยะลา, อ.สะเดา จ.สงขลา, อ.ปะจัน จ.สตูล ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา เราได้ติดตามสถานการณ์ของคนไทยในประเทศมาเลเซียมาโดยตลอด ทั้งการแชท โทรศัพท์ ปรึกษาหารือหาทางนำข้อมูลส่งต่อส่วนต่างๆ หวังว่าจะช่วยแก้ไขความยากลำบาก เพื่อให้คนไทยสามารถกลับบ้านหรือกลับประเทศของตนได้ตามสิทธิที่พึงมีตามรัฐธรรมนูญไทย 2560 ดังที่เขียนไว้ในมาตรา 39  ว่า “การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้ การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จะกระทำมิได้” หลายคนอาจไม่เห็นด้วยว่า คนไทยที่มีสัญชาติไทยควรได้รับสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศไทยได้ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆContinue reading “บทความ นำคนไทยกลับประเทศ: สิทธิตามรัฐธรรมนูญ Vs. พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 101world | May 4, 2020”

News : อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้ 7 ข้อบกพร่อง พรบ.อุทยาน ขาดสิทธิ ละเมิดสิทธิ และมีช่องให้ทำเหมืองแร่

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ชี้ข้อบกพร่อง 7 ประการใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ขาดการ “ฟื้นฟู” ในหลักการเหตุผล ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขาดสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร อนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ละเมิดสิทธิในเคหะสถาน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ขัดหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน   นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้ชี้ให้เห็นว่า กรณีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 และมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน นับแต่วันประกาศ คือมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิม พ.ศ.2504 ไปหลายประเด็น แม้ให้โอกาสคนผิดกฎหมายที่อยู่ในพื้นที่ป่าขออาศัยในพื้นที่ป่าตามเงื่อนไขไม่เกิน 20 ปี แต่มีข้อกังวลที่เป็นข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.ทั้งสิ้น 7 ประการ ดังนี้   ขาดการ “ฟื้นฟู” ในหลักการเหตุผล หลักการเหตุผลของContinue reading “News : อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ชี้ 7 ข้อบกพร่อง พรบ.อุทยาน ขาดสิทธิ ละเมิดสิทธิ และมีช่องให้ทำเหมืองแร่”

เปิดจดหมายตอบจากกสทช. กรณี“การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” ในพื้นที่จชต.

เมื่อเดือนกันยายน 2562 ปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนหนึ่งทุกบริษัท ได้ส่งหนังสือถึงประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ – กสทช.  โดยมีความประสงค์ให้ กสทช. ชี้แจงว่า ข้อความที่ส่งมาจาก กอรมน.ภาค 4 ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ถือว่าเป็นการบังคับให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องไปลงทะเบียนซิมด้วยระบบอัตลักษณ์หรือสแกนใบหน้า ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 หากไม่ดำเนินการจะถูกระงับสัญญาณไม่สามารถใช้งานโทรศัทท์เคลื่อนได้ นั้น   กสทช. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล จะดำเนินการตามข้อความที่ กอรมน.ภาค 4 ส่งเข้าโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการหรือไม่ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายใด  และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องให้นายสมชายฯ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปดำเนินการลงทะเบียนระบบอัตลักษณ์หรือสแกนใบหน้าแต่อย่างใด เพราะก่อนที่จะมีการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ได้มีการลงทะเบียนไว้แล้ว นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าว ยังได้แสดงความจำนงของผู้ใช้บริการด้วยว่า หากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ในฐานะผู้ให้บริการ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ระงับสัญณาณโทรศัพท์ทำให้ลูกค้าไม่สามารถใช้บริการได้ตามข้อความที่ระบุนั้น ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน  อีกทั้งผู้ใช้บริการจะไม่อนุญาตให้บริษัทโทรศัพท์และ กสทช. ส่งข้อมูลใดๆไปให้ กอ.รมน.ภาค 4 หรือหน่วยงานใดๆ ของรัฐ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง รวมทั้งดำเนินมาตรการทางสังคมContinue reading “เปิดจดหมายตอบจากกสทช. กรณี“การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” ในพื้นที่จชต.”

เปิดเอกสาร กสทช. กอรมน. เกี่ยวกับการลงทะเบียนซิมการ์ด

การตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่า: ประกาศดังกล่าวของกสทช.เรื่อง “การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” มิได้ระบุไว้แต่อย่างใดว่า ผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนจำเป็นต้องถ่ายภาพใบหน้าเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ตนเอง หมวด 3 ข้อ 9 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีของบุคคลธรรมดา ผู้ใช้บริการจำเป็นต้องให้ข้อมูลเพียงแค่เลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ชื่อและสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ วันที่เปิดใช้บริการ และชื่อและสถานที่ตั้งของจุดให้บริการ เท่านั้น ประกาศดังกล่าวของ กสทช. ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้วจะต้องลงทะเบียนผู้ใช้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลใหม่ แต่อย่างใด เป็นการกำหนดให้โดยระบบดังกล่าวใช้สำหรับผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่เท่านั้น แต่ในการนำประกาศดังกล่าวไปใช้ในสาม จังหวัดชายแดนใต้และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลากลับบังคับให้ทุกคนทั้งผู้ลงทะเบียนใช้บริการเก่าและใหม่ ต้องนำซิมการ์ดไปลงทะเบียนใหม่โดยการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เท่านั้น มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ข้อ 13 ของประกาศระบุว่า หากมีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือรูปแบบอื่นใด ผู้ให้บริการต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือใดออกมาชี้แจงมาตรการดังกล่าวอย่างชัดเจน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยังขาดความโปร่งใสในการแจ้งผู้ใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ว่า ระเบียบที่ออกใหม่นี้จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลแบบใดในโทรศัพท์ส่วนบุคคลบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ที่ไหน โดยใคร มีใครสามารถเข้าถึงได้บ้าง และผู้ใช้บริการสามารถขอลบข้อมูลดังกล่าวได้หรือไม่ อีกทั้งข้อความที่ส่งมาโดยใช้ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทดังกล่าวปรากฎว่า เป็นคำขอจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอรมน.) ในการจดทะเบียนซิมใหม่ด้วยระบบการใช้รูปถ่ายใบหน้า ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสงสัยว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รับนโยบายในการลงทะเบียนซิมการ์ดโดยการตรวจสอบใบหน้ามาจากหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือไม่ ข้อเสนอแนะ ขอให้กสทช. ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามประกาศดังกล่าวของกสทช.เรื่อง “การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่” หรือไม่Continue reading “เปิดเอกสาร กสทช. กอรมน. เกี่ยวกับการลงทะเบียนซิมการ์ด”

กรณีคนไทยต้องการเข้าเมืองทางบก เอกสาร Fit To Travel ที่รัฐบาลกำหนดควรยกเลิก: ความเห็นของนายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์

    เผยแพร่วันที่ 27 เมษายน 2563 กรณีคนไทยต้องการเข้าเมืองทางบก เอกสาร Fit To Travel ที่รัฐบาลกำหนดควรยกเลิก: ความเห็นของนายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์   Fit To Travel Certificate ก้าวต่อไปของนโยบายของรัฐบาล ข้อมูลจาก กต. และ สธ และสิทธิของพลเมืองไทย   ที่ผ่านมามีแรงงานไทยตามชายแดนจำนวนมากไปทำงานในมาเลเซียเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ขณะนี้มีโรคระบาด COVID-19 และเศรษฐกิจในมาเลเซียมีปัญหาการจ้างงานต่าง ๆ ลดลง แรงงานส่วนหนึ่งจึงต้องการกลับบ้าน   ภายในประเทศไทยเอง การระบาดของ COVID-19 เป็นภัยทางความมั่นคง รัฐบาลพยายามป้องกันและควบคุมโรคในทุก ๆ วิถีทาง หนึ่งในวิธีการ คือ การยกเลิกการเข้าเมืองของคนต่างชาติ และ ชะลอการกลับเข้าประเทศของคนไทยจากประเทศที่มีการระบาดของโรค โดยการกำหนดให้คนไทยต้องมีเอกสาร Fit To Travel   สถานการณ์การระบาดของโรคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ข้อกำหนดนี้จึงควรได้รับการทบทวนอย่างจริงจังว่ายังคงเหมาะสมสำหรับสถานการณ์หรือไม่ ทั้งด้านเหตุผลทางการแพทย์ คือContinue reading “กรณีคนไทยต้องการเข้าเมืองทางบก เอกสาร Fit To Travel ที่รัฐบาลกำหนดควรยกเลิก: ความเห็นของนายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์”