“จังหวัดชายแดนใต้: ห้องทดลอง Bio-metric ของรัฐไทย” โดย นิสิตรีคอเดอร์

“จังหวัดชายแดนใต้: ห้องทดลอง Bio-metric ของรัฐไทย” เผยแพร่ครั้งแรก เพจ https://www.facebook.com/nisitrecorder ชมรมหนังสือพิมพ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายพิเศษและการละเมิดสิทธิในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีปราศรัยของคณะประชาชนปลดแอก เพื่อตอกย้ำว่าหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ‘สามจังหวัดฯ’ แทบไม่เคยถูกพูดถึงบนสื่อกระแสหลัก ภาพความรุนแรงในพื้นที่ที่ติดตาใครหลายคนทำให้การถูกละเมิดสิทธิของประชาชนในสามจังหวัดถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกบังคับใช้ในพื้นที่ได้รับไฟเขียวโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล เนื่องจากอำนาจของ ‘กฎหมายพิเศษ’ มาเป็นเวลากว่า 16 ปี และบ่อยครั้งที่นโยบายเหล่านี้ถูกใช้เพื่อ ‘ควบคุม’ และ ‘จับตามอง’ ประชาชนในพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของพวกเขา ราวกับว่าสามจังหวัดฯ เป็นเพียงห้องทดลองที่รัฐจะหยิบมาตรการใดมาบังคับใช้ก็ได้  และหนึ่งในมาตรการที่ถูกทดลองใช้กับพื้นที่สามจังหวัดอยู่ในปัจจุบันและได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก คือ การจัดเก็บตัวอย่าง DNA และการลงทะเบียนซิมการ์ด ‘สองแชะ’ ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจถูกใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยตามมา  นิสิตรีคอเดอร์ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจมาตรการทั้งสองและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่รวมทั้งชวนตั้งคำถามถึงแนวโน้มการขยายอำนาจรัฐไปยังพื้นที่นอกห้องทดลองที่เราทุกคนอาจไม่ทันตั้งตัว  . . เกิดอะไรขึ้นในห้องทดลองสามจังหวัดชายแดนใต้?  ตั้งแต่ปี 2555 เริ่มมีข้อร้องเรียนจากประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีการตรวจเก็บตัวอย่าง DNA ของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่Continue reading ““จังหวัดชายแดนใต้: ห้องทดลอง Bio-metric ของรัฐไทย” โดย นิสิตรีคอเดอร์”

“จังหวัดชายแดนใต้: ห้องทดลอง Bio metric ของรัฐไทย” โดย นิสิตรีคอเดอร์ เผยแพร่ครั้งแรก ที่ https://www.facebook.com/nisitrecorder เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายพิเศษและการละเมิดสิทธิในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีปราศรัยของคณะประชาชนปลดแอก เพื่อตอกย้ำว่าหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน ‘สามจังหวัดฯ’ แทบไม่เคยถูกพูดถึงบนสื่อกระแสหลัก ภาพความรุนแรงในพื้นที่ที่ติดตาใครหลายคนทำให้การถูกละเมิดสิทธิของประชาชนในสามจังหวัดถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกบังคับใช้ในพื้นที่ได้รับไฟเขียวโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล เนื่องจากอำนาจของ ‘กฎหมายพิเศษ’ มาเป็นเวลากว่า 16 ปี และบ่อยครั้งที่นโยบายเหล่านี้ถูกใช้เพื่อ ‘ควบคุม’ และ ‘จับตามอง’ ประชาชนในพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของพวกเขา ราวกับว่าสามจังหวัดฯ เป็นเพียงห้องทดลองที่รัฐจะหยิบมาตรการใดมาบังคับใช้ก็ได้  และหนึ่งในมาตรการที่ถูกทดลองใช้กับพื้นที่สามจังหวัดอยู่ในปัจจุบันและได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก คือ การจัดเก็บตัวอย่าง DNA และการลงทะเบียนซิมการ์ด ‘สองแชะ’ ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจถูกใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยตามมา  นิสิตรีคอเดอร์ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจมาตรการทั้งสองและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่รวมทั้งชวนตั้งคำถามถึงแนวโน้มการขยายอำนาจรัฐไปยังพื้นที่นอกห้องทดลองที่เราทุกคนอาจไม่ทันตั้งตัว  . . เกิดอะไรขึ้นในห้องทดลองสามจังหวัดชายแดนใต้?  ตั้งแต่ปี 2555 เริ่มมีข้อร้องเรียนจากประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีการตรวจเก็บตัวอย่าง DNA ของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่Continue reading

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรียกร้องตำรวจและอัยการยุติการนำแพะฟ้องต่อศาล อัยการไม่ฎีกา 3 จำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ คดีถึงที่สุด

เผยแพรวันที่ 2 กันยายน 2563 ใบแจ้งข่าว  อัยการไม่ฎีกา 3 จำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ คดีถึงที่สุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรียกร้องตำรวจและอัยการยุติการนำแพะฟ้องต่อศาล               เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่าน ศาลจังหวัดหัวหินได้ออกหนังสือสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ ทอ.2/2560 หมายเลขแดงที่ ทอ.21/2561 ระหว่างพนักงานอัยการโจทก์ ที่ได้ฟ้องนายณัฐวัตร ธนัฏฐิกาญจนา กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยมีอาวุธ  ซึ่งศาลอุทธรณ์ ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนั้น เมื่ออัยการไม่ฎีกาโต้แย้ง คดีจึงถึงที่สุด                  สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 บริเวณริมถนนปราณบุรี-สามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ นักท่องเที่ยวชาวอิตาลีและโมรอคโค ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด ว่าถูกคนร้ายใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ร่วมกันทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายณัฐวัตร ธนัฏฐิกาญจนา นายอภิศักดิ์ สีละมุด และ นายศรัญญู สายน้ำเขียว รวมสามคน เป็นผู้ต้องหา ชั้นแรกนายณัฐวัตรให้การรับสารภาพและซัดทอดจำเลยอีกสองคน แต่ทั้งสองให้การปฏิเสธ  ต่อมานายณัฐวัตรได้กลับคำให้การและร้องเรียนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า ตนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนในชุดจับกุมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ และให้ซัดทอดจำเลยอีกสองคน หลังจากตรวจสอบแล้ว มูลนิธิฯContinue reading “มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรียกร้องตำรวจและอัยการยุติการนำแพะฟ้องต่อศาล อัยการไม่ฎีกา 3 จำเลยคดีปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ คดีถึงที่สุด”

ขอให้พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี สั่งไม่ฟ้องนายวุฒิ บุญเลิศพร้อมจัดส่งรายงานสังเกตการณ์คดีTrialWatch ในคดีที่เคยถูกฟ้องกลั่นแกล้งเพราะแรงจูงใจทางการเมือง

ใบแจ้งข่าว ขอให้พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี สั่งไม่ฟ้องนายวุฒิ บุญเลิศพร้อมจัดส่งรายงานสังเกตการณ์คดีTrialWatch ในคดีที่เคยถูกฟ้องกลั่นแกล้งเพราะแรงจูงใจทางการเมือง           เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ทำหนังสือถึง อัยการจังหวัดกาญจนบุรี และสำเนาถึงอัยการสูงสุด เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่นายวุฒิ    บุญเลิศ ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ของ สภ.ไทรโยค ที่อ.342/2562 ระหว่าง นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผู้กล่าวหา และ นายสมัคร ดอนนาปี กับพวก ผู้ต้องหา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง นายวุฒิ บุญเลิศ ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์นั้นเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครอง            การดำเนินการกล่าวหาจนเป็นคดีนี้โดย นายพนัชกร โพธิบัณฑิต อาจเกิดจากความไม่พอใจที่ นายวุฒิ บุญเลิศ เคยตรวจสอบการกระทำของนายพนัชกร กับพวก ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งนี้ หากดำเนินคดี นายวุฒิ บุญเลิศ ต่อไป จะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และถือเป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้ารัฐที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามประชาชนที่ตรวจสอบตน จนพลเมืองไม่สามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐได้            มูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ นายวุฒิContinue reading “ขอให้พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี สั่งไม่ฟ้องนายวุฒิ บุญเลิศพร้อมจัดส่งรายงานสังเกตการณ์คดีTrialWatch ในคดีที่เคยถูกฟ้องกลั่นแกล้งเพราะแรงจูงใจทางการเมือง”

สี่ปี เสียงสะท้อนจากการรอคอยที่ไร้จุดสิ้นสุด เมื่อไร้ พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหายและบุตรชายที่ไม่มีวันหวนคืน กรณีนายฟาเดล เสาะหมาน

                                                                             บทความ เผยแพร่ในวันรำลึกถึงบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย 2563                                                                        พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการ “บังคับสูญหาย”  หรือการ “อุ้มหาย” เป็นอาชญากรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาช้านาน อาทิ กรณีของ “บิลลี่” หรือ “พอละจี รักจงเจริญ” ผู้นำชาวกระเหรี่ยงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นเมืองและพื้นที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน หรือกรณีของ “พ่อเด่น คำแหล้” ประธานโฉนดชุมชนบ้านโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร ชัยภูมิ ในภาคอีสาน ที่สูญหายไป โดยเชื่อกันว่าเพราะเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินหรือจะเป็นกรณีของ “ทนายสมชาย นีละไพจิตร” ประธานศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนจะถูกอุ้มหายไป เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงกรณีที่ผู้คนในสังคมอาจเคยได้ยินอยู่บ้าง แต่นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศไทยและที่ได้มีการบันทึกไว้เท่านั้น ตัวเลขที่องค์การสหประชาชาติบันทึกไว้ในระบบการตรวจสอบขององค์การ เมื่อปี 2019 พบว่ามีผู้ถูกบังคับให้สูญหายถึง 86 ราย ทั้งจากเหตุการณ์ที่เป็นรายกรณีและในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่มีรายงานการสูญหายเป็นจำนวนมาก   แต่ถึงกระนั้นประเทศไทยยังคงไม่มีมาตรการในการป้องกันและแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเข้มข้น แม้จะมีความพยายามจากภาคประชาชนในการผลักดันร่างกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายตั้งแต่ปี 2555 ก็ยังคงไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด เสียงเรียกร้องจากผู้สูญเสียและสังคม เสียงสะท้อนในเวทีเสวนาวันที่ 11 มีนาคมContinue reading “สี่ปี เสียงสะท้อนจากการรอคอยที่ไร้จุดสิ้นสุด เมื่อไร้ พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหายและบุตรชายที่ไม่มีวันหวนคืน กรณีนายฟาเดล เสาะหมาน”