23-25 พ.ย. 65 ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 นัดสืบพยานโจทก์ 6 ปาก กรณี “พลทหารวิเชียร เผือกสม” ถูกเจ้าหน้าที่ทหารซ้อมจนเสียชีวิตในค่ายทหารเมื่อ 11 ปีก่อน

วันที่ 23 – 25 พ.ย. 2565 เวลา 8.30 น. ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ปัตตานี กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ ในคดีดำที่ 41 ก./ 2563 ระหว่างพนักงานอัยการศาลทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร้อยโทภูริ เพิกโสภณ กับเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 คน เป็นจำเลย โดยก่อนหน้านี้ศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ไปแล้วสองครั้ง คือในวันที่ 23-24 มิ.ย. 2565 จำนวน 4 ปาก และ 21-23 ก.ย. 2565 จำนวน 4 ปาก รวม 8 ปาก ในนัดนี้จะมีการสืบพยานโจทก์ต่อจำนวน 6 ปาก ในวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

คดีนี้สืบเนื่องจากพลทหารวิเชียร มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2554 สังกัด ร.151 พัน.3 ถูกเจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 9 คนร่วมกันซ้อมทรมาน เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2554 โดยอ้างว่าพลทหารวิเชียรหลบหนีการฝึกจึงต้องมีการลงโทษ เป็นเหตุให้พลทหารวิเชียรบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในวันที่ 5 มิ.ย. 2554 ด้วยอาการไตวายเฉียบพลันและกล้ามเนื้อบาดเจ็บอย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2565 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ส่งหนังสือถึง มณฑลทหารบกที่ 46 เพื่อขอให้ตัวแทนจากมูลนิธิฯ จำนวน 3 คน เข้าสังเกตการณ์คดีในนัดสืบพยานโจทก์ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดย ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ตัวแทนจากมูลนิธิฯ เข้าร่วมฟังการพิจารณคดีในครั้งนี้ได้

แม้คดีนี้กองทัพบก ต้นสังกัดนายทหารที่กระทำผิดจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาทเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2557 แต่สำหรับคดีอาญานั้นใช้เวลาถึง 9 ปีหลังวันเกิดเหตุจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลทหารทหาร เมื่อปี 2563 หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ใช้เวลาไต่สวนอยู่หลายปี ก่อนส่งสำนวนไปยังอัยการศาลทหาร ปัจจุบันคดียังคงพิจารณาอยู่ในศาลทหารดังกล่าว

ในฐานะองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ติดตามประเด็นการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการซ้อมทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ให้ความสนใจ และติดตามคดีนี้มาโดยตลอด จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจ ติดตามนัดสืบพยานในคดี พลทหารวิเชียร เผือกสม ในวัน และเวลาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อเร่งรัดให้คดีมีความคืบหน้าโดยเร็ว ให้ศาลทหารอำนวยความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวเผือกสม ด้วยการนำตัวเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงมาลงโทษตามกฎหมาย สมควรแก่อาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นต่อไป