ผู้แทนพิเศษยูเอ็นสี่คน กังวลรัฐบาลมีมติ ออกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ เอาผิดอาญา ห้ามรับเงินต่างชาติ อาจขัดขวางการทำงานของภาคประชาสังคม

ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ; ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก; ผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการต่อต้านการก่อการร้าย

หมายเลขอ้างอิง: OL THA 7/2021          

                                                                                                            20 ธันวาคม 2564

เรียน ฯพณฯ

          เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่าน ในฐานะผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม (Special Rapporteur on the rights to freedom of peaceful assembly and of association), ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น (Special Rapporteur on the promotion and protection of the right to freedom of opinion and expression), ผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Special Rapporteur on the situation of human rights defenders) และผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการต่อต้านการก่อการร้าย (Special Rapporteur on the promotion and protection of human rights and fundamental freedoms while countering terrorism) อันเนื่องมาจากมติคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนที่ 41/12, 43/4, 43/16 และ 40/6

          ในการนี้ คณะผู้รายงานพิเศษขอนำเสนอข้อมูล อันเป็นข้อกังวลที่เราได้รับแจ้งเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขกฎหมายจำนวนสองฉบับโดยรัฐบาลของท่าน ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย รวมถึงการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ เรามีความกังวลว่าการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับจะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมเป็นสมาคม ที่ระบุไว้ในข้อ 19 และ ข้อ 22 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2539

อ่านต่อในเอกสารที่แนบ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

“เราขอให้ท่านตระหนักด้วยว่าบ่อยครั้งโทษทางอาญามักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากองค์กรภาคประชาสังคมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน จนอาจส่งกระทบเป็นวงกว้างต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แสดงความเห็น การชุมนุมโดยสงบ และการรวมกันเป็นสมาคม (A/HRC/26/29, วรรค 60) รวมถึงอาจเป็นการขัดขวางประชาชนจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีความชอบธรรมขององค์กรไม่แสวงหารายได้ (non-profit organisations หรือ NPOs) “

“เราจึงมีความกังวลว่าร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบเช่นเดียวกับกรณีของร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร นั่นคือ หลักการการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้ายอาจถูกนำมาใช้ในทางที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งถูกรับรองไว้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ”“เราแสดงความกังวลต่อข้อบังคับการรายงานทางการเงินดังกล่าวซึ่งอาจมีลักษณะกว้างเกินไป เนื่องจากเป็นข้อบังคับที่ใช้ต่อองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด กรอบการบังคับใช้ที่กว้างนี้จึงรวมไปถึงองค์กรขนาดเล็กในชุมชน ซึ่งอาจไม่มีศักยภาพหรือทรัพยากรทางการบริหารและทางการเงินในการจัดทำรายงานดังกล่าว และอาจทำให้องค์กรเหล่านี้เสี่ยงต่อการเผชิญคดีจากการไม่ปฏิบัติตาม ไปจนถึงผลกระทบอย่างรุนแรงอื่น ๆ เช่น ค่าปรับจำนวนมาก หรือกระทั่งความเป็นไปได้ของการถูกจำคุก ดังนั้นร่างพ.ร.บ. ฉบับแก้ไขอาจถือว่าไม่ได้สัดส่วน และไม่สอดคล้องกับหลักการคำนึงถึงความเสี่ยงอันเป็นข้อกำหนดในข้อแนะนำที่ 8 ของ FATF โดยข้อแนะนำในส่วนหลังกล่าวว่า

“รัฐควรระบุว่ากลุ่มขององค์กรใดจัดเป็นองค์กรไม่แสวงหารายได้ตามคำนิยามของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน [โดยใช้] แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดระบุประเภทและคุณสมบัติขององค์กรซึ่งมีลักษณะและกิจกรรมสุ่มเสี่ยงอย่างแท้จริงต่อการสนับสนุนทางการเงินกับกลุ่มก่อการร้าย” นอกจากนี้ ข้อแนะนำที่ 8 ยังกำหนดกรอบมาตรการอย่างแคบเพื่อมุ่งเป้าไปยังองค์กรไม่แสวงหารายได้ที่สุ่มเสี่ยง และระบุว่า รัฐ “ควรทบทวนความเพียงพอของมาตรการ (…) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลรายได้ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสนับสนุนการก่อการร้าย เพื่อให้สามารถดำเนินการอย่างได้สัดส่วนและมีประสิทธิภาพต่อการจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าว”

ส่วนหนึ่งของจดหมายจากยูเอ็น อ่านต่อในฉบับเต็มที่แนบมานี้

%d bloggers like this: