นโยบายซิมการ์ดในพื้นที่ชายแดนใต้: ภาพสะท้อนของเสียงที่ไม่ถูกรับฟังและรัฐที่ไม่เห็นความสำคัญของประชาชน

เขียนและเรียบเรียงโดย

ณฐพร ส่งสวัสดิ์ อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 16 นัทธมน ศุภรเวทย์ และภาสินี มีแต้ม นักศึกษาฝึกงาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

อินโฟกราฟิก โดย

อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ในปี พ.ศ. 2563 มีการรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดของสงขลาไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์มือถือได้ ทั้งการรับสาย โทรเข้า-ออก และการใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในการติดต่อสื่อสารอย่างมาก ทั้งที่ก่อนหน้าสามารถใช้โทรศัพท์และมีการชำระค่าบริการเป็นปกติ

การตัดสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ในปี 2562 ที่ระบุให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ต้องลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยระบบ “สองแชะ” หรือระบบตรวจสอบใบหน้า (Facial identification) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตนเองผ่านข้อมูลทางชีวภาพหรือที่เรียกว่า Biometric Authentication โดยถ้าหากไม่ลงทะเบียนในวันที่กำหนดจะไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์ได้

โดยถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่าการลงทะเบียนเป็นการ “ขอความร่วมมือ” ไม่ใช่การบังคับ แต่การให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านเทคโนโลยีตรวจสอบใบหน้าโดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ทำตามจะถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์นั้น เป็นการละเมิดสัญญาที่ผู้ให้บริการให้ไว้แต่เดิม และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งในเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และภาคประชาสังคม แต่ทางด้านรัฐก็ยังคงอ้างว่าการลงทะเบียนด้วยระบบตรวจสอบใบหน้าเป็น “สิ่งจำเป็น” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อขจัดการจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์ ใช้สืบหาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์รุนแรง และเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ของผู้ไม่หวังดีในการใช้โทรศัพท์ โดยทางฝั่งกอ.รมน.เองก็เน้นย้ำว่ามาตรการนี้เกิดจากเจตนาที่ดีที่ต้องการปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์และความมั่นคงของชาติ

มาตรการนี้ “จำเป็น” และช่วยให้รัฐ “บรรลุวัตถุประสงค์” ในการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในชาติได้จริงหรือไม่?

          แน่นอนว่าเงื่อนไขที่ให้เรามอบข้อมูลส่วนบุคคลให้รัฐด้วยขั้นตอนง่าย ๆ เพียง “2 แชะ” ดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐสัญญาว่าจะมอบตอบเเทนให้อย่าง “ความสงบ” และ “ความปลอดภัย” ในชีวิต ทว่าข้อเท็จจริงจากประเทศต่าง ๆ ที่เคยมีการใช้มาตรการที่คล้ายกันนี้รักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนมาก่อนดูจะบ่งชี้ว่า ในโลกความเป็นจริง “ความสงบ” อันเป็นเป้าประสงค์สูงสุดที่รัฐต้องการบรรลุนั้น ไม่ได้ได้มาโดยง่ายดังที่รัฐกล่าวอ้างเลย เช่นในประเทศเม็กซิโกที่มีการบังคับใช้ระบบการบังคับลงทะเบียนซิมการ์ด หรือ ‘RENAUT’ ในปี 2010 ด้วยความตั้งใจดีที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ ก็ต้องยกเลิกระบบนี้ไปภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี เพราะนอกจากจะมีการรายงานว่ามาตรการดังกล่าวล้มเหลวในการลดการก่ออาชญากรรมแล้ว ยังทำให้เกิดการก่อเหตุขโมยโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ส่วนในประเทศปากีสถานก็มีรายงานออกมาว่า อัตราการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลเเละนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมนั้นเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่รัฐบาลปากีสถานประกาศใช้มาตรการลงทะเบียนซิมการ์ด รวมถึงยังทำให้เกิดการซื้อขายซิมการ์ดที่ยังไม่มีการลงทะเบียนอย่างผิดกฎหมายอีกด้วย

          ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทยเรายังจะพบว่า แม้ในพ.ศ. 2558 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกมาตรการให้ประชาชนที่ใช้มือถือระบบเติมเงินต้องลงทะเบียนยืนยันซิมทั้งประเทศ จนมียอดลงทะเบียนกว่า 69.5 ล้านเลขหมายแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ยังคงมีการก่อเหตุความไม่สงบโดยใช้โทรศัพท์มือถืออยู่เรื่อยมา เช่น กรณีเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนที่พบหลักฐานการจุดชนวนระเบิดจากโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย หรือในระยะหลังที่ผู้ก่อการร้ายได้หันไปใช้วิธีดัดแปลงแผงวงจรโทรศัพท์มือถือซึ่งตั้งเวลาให้ระเบิดได้โดยไม่ต้องใช้ซิมการ์ดแทน

          ดังนั้น ในขณะที่เป็นที่เเน่ชัดแล้วว่าผู้ก่อการร้ายมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายในการก่อเหตุโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซิมการ์ด แต่กลับยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่านโยบายการลงทะเบียนซิมการ์ดนี้จะช่วยให้รัฐ “บรรลุวัตถุประสงค์” ในการยับยั้งการก่อการร้ายได้หรือไม่ อีกทั้งรัฐก็ยังคงไม่มีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะบริหารข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความสำคัญอย่างสูงอย่างอัตลักษณ์ใบหน้าและลายนิ้วมือที่ประชาชนให้ไปอย่างไร จะนำไปใช้ในทางใดบ้าง หรือจะจัดเก็บเอาไว้นานแค่ไหน นอกจากนี้ รัฐยังมีการบังคับใช้ระบบการลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยบัตรประชาชนอยู่เเล้ว ซึ่งก็น่าจะเพียงพอให้รัฐสามารถระบุตัวตนของผู้ลงทะเบียนซิมได้ เเล้วเหตุใดยัง “จำเป็น” จะต้องมีการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ซึ่งหากรัฐอ้างว่าเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนในการลงทะเบียนซิมการ์ด ก็ชวนให้ตั้งคำถามเพิ่มเติมต่อไปว่า เหตุใดรัฐจึงผลักภาระให้ประชาชนต้องก้าวออกมารักษาสิทธิ์ของตนเองด้วยการแจ้งข้อมูลซ้ำซ้อน แทนที่จะปฏิบัติการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้สำเร็จโดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้เเก่ประชาชนตามหน้าที่ที่รัฐพึงกระทำ

ผลกระทบของมาตรการต่อความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นอกจากการลงทะเบียนด้วยระบบการตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์ส่วนบุคคลจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงภายในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนในพื้นที่อย่างชัดเจน กล่าวคือ เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนและสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการติดต่อสื่อสารโดยการใช้บริการซิมการ์ดของเครือข่ายมือถือนั้น ๆ เนื่องจากกอ.รมน.สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้โดยไม่มีการเปิดเผย ซึ่งการบังคับให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเข้าระบบตรวจสอบใบหน้าย่อมหมายความว่ารัฐมีข้อมูลอัตลักษณ์ที่สามารถเทียบเคียงหลักฐานอื่น ๆ เช่น ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดได้ อย่างไรก็ตาม การเทียบลักษณะเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะระบุตัวบุคคลผิดพลาด นำไปสู่การจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยผิดคน เเละอาจนำการสืบสวนไปผิดทางโดยไม่จำเป็น ทั้ง ๆ ที่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมจะให้การปฏิเสธเเล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น แม้ประชาชนจะเกิดความไม่สบายใจจากข้อมูลการตรวจสอบใบหน้าและอัตลักษณ์นี้ แต่รัฐก็ยังไม่มีการชี้แจงแนวปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าด้วยเรื่องการยกเลิกการจัดเก็บข้อมูลหากประชาชนมีความประสงค์ที่จะถอนคำยินยอมในการนำข้อมูลไปใช้

อีกทั้ง การที่รัฐเลือกใช้มาตรการตัดสัญญาณโทรศัพท์หากประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดไม่ยินยอมหรือไม่ได้ลงทะเบียนระบบ 2 แชะยังเป็นการสร้างความลำบากต่อชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่อย่างมาก ด้วยในยุคสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในการปิดเมืองและล็อคดาวน์ การติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์และการใช้อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และอาจถือได้ว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขต่อไปได้ หากรัฐบาลคำนึงถึงประชาชนเพียงสักเล็กน้อย จะเห็นว่าการตัดสัญญาณโทรศัพท์เป็นการตัดโอกาสทางด้านการศึกษาของเด็กในพื้นที่ในช่วงการเรียนออนไลน์ ตัดโอกาสในการประกอบอาชีพ ค้าขายออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงทำให้คนในพื้นที่ขาดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางด้านสาธารณสุข การเข้าถึงสถานพยาบาล และมาตรการเยียวยาของรัฐบาล หรือแม้แต่สิทธิที่จะติดต่อกับผู้อื่นในยามเจ็บป่วยหรือตกอยู่ในอันตราย ซึ่งก็แทบจะเป็นการตัดโอกาสที่จะรอดชีวิตในสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนเเรงเช่นนี้

นอกจากนี้ การบังคับให้ลงทะเบียนซิมการ์ดยังสร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มคนผู้เปราะบาง เช่น ประชากรไทยที่ไม่ได้ถือบัตรประชาชน บุคคลทุพพลภาพ และผู้ป่วยที่ไม่สะดวกที่จะมาลงทะเบียนตามจุดต่าง ๆ ที่กำหนด จึงทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเปิดใช้ซิมการ์ดและติดต่อสื่อสารได้   รวมถึงผู้สูงอายุที่แม้ในตอนแรกจะให้ลูกหลานเปิดซิมการ์ดให้ได้ แต่เมื่อมีนโยบาย 2 แชะที่จำเป็นต้องให้เจ้าของซิมการ์ดมายืนยันตัวตน จึงทำให้ผู้สูงอายุไม่สะดวกที่จะมายืนยันตัวตนได้ และถูกตัดสัญญาณในที่สุด ดังที่กล่าวมา การบังคับให้ลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยระบบ 2 แชะ เเละการตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นการสร้างความยากลำบากและความไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตของประชาชนในชายแดนใต้อย่างมากโดยการปฏิบัติต่อพวกเขาดั่งพลเมืองชั้นสอง  รวมถึงยังเป็นการตอกย้ำและส่งเสริมให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในพื้นที่อีกด้วย

นโยบายซิมการ์ดกำลังสร้าง “ความเป็นอื่น” ให้กับคนหลายกลุ่มในประเทศ

จากข้อมูลดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่านโยบายที่รัฐใช้เพื่อ “รักษาความมั่นคงของชาติ” ดังเช่นนโยบายซิมการ์ดหรือนโยบาย 2 แชะในคราวนี้ กลับเป็นสิ่งเดียวกันที่ผลักดันให้เกิดการสร้าง “ความเป็นอื่น” หรือก็คือการกีดกันคนไทยบางกลุ่มออกไป ด้วยการสร้างภาพจำต่อคนส่วนใหญ่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำว่า “พลเมืองของชาติไทย” ที่ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสิทธิในการติดต่อสื่อสาร สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ และสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นพลเมืองโดยเท่าเทียมกับคนไทยกลุ่มอื่น ๆ มิใช่ถูกควบคุมหรือจับตามองเป็นพิเศษราวกับอาชญากรที่มีเเนวโน้มจะกระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา

คนกลุ่มที่ถูกทำให้เป็นอื่นจากนโยบายนี้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ ประชาชนในพื้นที่ชายเเดนใต้ โดยสังเกตได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงที่มีการประกาศใช้นโยบายนี้ทั่วประเทศ มีเพียงเเค่พื้นที่ 3 จังหวัดและ  4 อำเภอของชายเเดนภาคใต้เท่านั้นที่นโยบายนี้มีผลย้อนหลัง ทำให้ผู้ใช้งานเก่าที่เคยลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนเเล้วต้องกลับไปลงทะเบียนใหม่ด้วยข้อมูลอัตลักษณ์ทุกคน มิเช่นนั้นจะถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งทำให้คนทั่วไปเกิดภาพจำว่า พื้นที่ชายแดนใต้ไม่ปลอดภัย ทำให้ต้องมีการควบคุมพิเศษกว่าที่อื่น ๆ เเละทำให้เกิดการตีตราว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ควรจะต้องถูกปฏิบัติเเตกต่างไปจากประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ จนกลายเป็นเรื่องชอบธรรมที่จะริดรอนสิทธิบางประการของคนที่ “เป็นอื่น” เหล่านี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของ “คนส่วนใหญ่” จึงทำให้นโยบายของรัฐในครั้งนี้ดูจะเป็นการละเมิดหลักการสากลอย่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เเละอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ที่กำหนดให้รัฐต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในทุก ๆ ด้านของประชาชนเหนือกว่าความสงบเรียบร้อยของรัฐ เเละไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในชาติอีกด้วย

ดังนั้น หากเปรียบเทียบเรื่องการรักษาความมั่นคงของชาติเสมือนการรักษาบ้าน การรักษาบ้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาที่มุ่งเน้นแต่ตัวอาคารบ้านโดยไม่ได้คำนึงถึงผู้คนภายในที่ร่วมกันสร้างบ้านเหล่านี้ขึ้นมาจะเกิดผลดีอย่างไร ในเมื่อหากตัวอาคารบ้านปลอดภัย แต่ผู้คนภายในได้รับความเดือดร้อน ลำบากยากแค้น จนอาจถึงขั้นล้มตายหรือไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การรักษาบ้านที่มีเพียงโครงร่างเปล่า ๆ ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ และไม่หลงเหลือความหมายของคำว่า “บ้าน” ที่ควรจะเป็นที่คุ้มครองและพักพิงให้กับผู้คนในบ้านแล้ว มาตรการตัดสัญญาณซิมการ์ดจึงสามารถสะท้อนวิธีการรักษาความมั่นคงของ “บ้าน” หรือ “ชาติ” ของรัฐไทย ตลอดจนสะท้อนให้เห็นมุมมองความคิดของผู้ออกมาตรการที่ดูจะไม่เข้าใจในความสำคัญของ “ประชาชน” หรือ “คนในบ้าน” เลย

เเละหากนโยบายนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่ารัฐกำลังให้ความสำคัญกับภาพของความสงบเรียบร้อยโดยรวมของรัฐอันเป็นเขตเเดนสมมติ มากกว่าการรักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มีเลือดเนื้อ เเละเป็นหลักใหญ่ใจความของคำว่าชาตินี้ ก็เป็นที่น่ากังวลว่าอนาคตของ “ชาติ” หรือก็คือ “ประชาชน” ของประเทศนี้จะกำลังมุ่งไปในทิศทางใด เเละชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า เราจะกลายสภาพไปเป็นผู้ที่ “เป็นอื่น” เเละถูกกีดกันออกจากการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เสียเองเมื่อไร หากยังให้ความชอบธรรมแก่รัฐในการกีดกันเเละสร้าง “ความเป็นอื่น” ให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ ที่เป็นประชาชนคนไทยเหมือนกับเราอยู่เช่นนี้

%d bloggers like this: