ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชายแดน: ชุมชนมุสลิมในแม่สอด

เรื่องโดย อัสรี มาหะมะ

ชุมชนอิสลามแม่สอด ถือเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์ศาสนาที่ใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ชุมชนแห่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่แยกเส้นทางสู่โรงพยาบาลแม่สอด จะพบร้านค้าของมุสลิมเรียงรายขนานตามเส้นทางสลับสับเคล้ากับร้านค้าของชาวจีนและคนไทยที่ค้าขายสินค้าต่างๆ เช่น ร้านข้าวสาร ร้านจักรยาน ร้านยา คลินิก ร้านอาหารกาแฟ สังเกตว่าการสัญจรบนเส้นทางนี้ค่อนข้างหน้าแน่นที่เดียว

เดิมทีชุมชนแห่งนี้ เรียกว่า “คอกวัว”เนื่องจากชาวมุสลิมกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ มักจะนิยมทำการปศุสัตว์ เลี้ยงวัว เป็นอาชีพที่มุสลิมจากบังกลาเทศถนัด จึงขนานนามชุมชนนี้ว่าเป็นคอกวัว ต่อมาเมื่อเริ่มมีการขยายตัวของประชากรมุสลิมมากขึ้นมีการตั้งชุมชนที่เป็นทางการมีการสร้างมัสยิดเพื่อนี้เป็นศูนย์กลางของการรวมตัวของชาวมุสลิม มีการสร้างบ้านเรือนรอบๆ มัสยิดขึ้นเรียงรายกันเนื่องจากมุสลิมต้องใช้พื้นที่มัสยิดเพื่อประกอบศาสนากิจ

ชุมชนแห่งนี้มีประวัติก่อตั้งโดยตระกูลซอหมัดอาลี เป็นชาวบังกลาเทศ ที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษที่ครอบครองพื้นที่ตั้งแต่อินเดียจนถึงพม่า การเดินทางของผู้ที่อยู่ใต้บังคับของอังกฤษสามารถเดินทางอย่างสะดวกในอาณานิคม การเข้ามาของซอหมัดอาลี นั้นมีผลจากความต้องการบุกเบิกทางการค้าเร่ของตน และการสร้างเครือข่ายทางการค้า สมัยนั้นข้าวของเครื่องชาม ทองเหลืองต่าง ๆ นำเข้ามาโดยพ่อค้าที่มาจากอินเดียและขายต่อมายังภาคกลางของประเทศสยามในเวลานั้น

สมัยที่ซอหมัดอาลี เข้าในชุมชนแห่งนี้ มีบ้านเรือนอยู่ 4-5 หลังเท่านั้น ตรงกับช่วงสมัยในปลายรัชกาลที่ 4 โดยที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้รกร้างไร้ผู้คน ทำให้สามารถเข้าไปซื้อและจับจองที่ดิน โดยเฉพาะในรุ่นลูก ๆ เข้าไปจับจองที่นาหรือป่ารอบไว้เป็นที่เลี้ยงวัวจนเป็นที่มาของชุมชนคอกวัว แต่เมื่อทางรัฐบาลได้มีการจัดตั้งชุมชนแม่สอด มาเป็นอำเภอแม่สอดในปี  พ.ศ.2441 ชุมชนคอกวัวได้มีการตั้งชื่อใหม่ให้ดูดี เป็นชุมชนอิสลาม ปัจจุบันนี้ลูกหลานของคนเหล่านี้ เติบโตทางสายธุรกิจและการเมืองที่บทบาทในแม่สอด กลายเป็นตระกูลดังกลุ่มหนึ่งในสายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อเดินเข้าไป ก่อนถึงโรงพยาบาลจะสังเกตเห็นอาคารหลังใหญ่ที่อยู่ระหว่างตึกแถว เป็นมัสยิดกลาง ชื่อ “มัสยดนูรุลอิสลาม” เป็นมัสยิดเก่าแก่เป็นมัสยิดแห่งแรกในแม่สอดที่สร้างขึ้นโดยชาวมุสลิมเชื้อบังกาลี ปาทานจากอินเดียที่เข้ามาค้าขายในสมัยอาณานิคมอังกฤษปกครองพมาราวๆ 100 กว่าปีที่แล้ว อาคารมัสยิดมีการปรับสร้างเพิ่มเติมใหม่เป็นอาคารสองชั้นจน ไม่เหลือเค้าของอาคารเก่าอีกแล้ว สังเกตว่าอาคารมัสยิดก็ เป็นรูปทรงสไตล์อาหรับคล้ายมัสยิดทั่วไป ถือเป็นอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบมุสลิม ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมอิสลามประจำมัสยิด ซึ่งก็เป็นบรรดาลูกหลานของมุสลิม ผู้ริเริ่มชุมชน

ในชุมชนจะพบกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาชื่อโรงเรียนอิสลามศึกษา ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ เดิมโรงเรียนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อสอนศาสนาให้กับลูกหลานคนมุสลิมที่มาในช่วงแรก ๆ ตอนั้นนโรงเรียนถือเป็นจุดรวมกลุ่มอีกที่หนึ่งนอกจากมัสยิด เป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายของญาติพี่น้องมุสลิม ทั้งเด็ก ๆ ผู้หญิง ผู้ชาย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งจะแตกต่างจากมัสยิดทั่วไปที่เป็นพื้นที่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น แต่โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดรับทั้งชายและหญิง

แต่ปัจจุบันโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มีการเปิดสอนการเรียนการสอนถึงระดับมัธยมต้น มีภาคสามัญและศาสนาควบคู่กัน ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่แล้วเด็กพม่ามุสลิม ในขณะเดียวกันก็พบว่า มีโรงเรียนเล็กๆ ที่เปิดสอนเฉพาะเด็กระดับอนุบาล จะเรียกว่า “มักตับ” ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เพราะมีการกล่าวว่า โรงเรียนมักตับเป็นพื้นที่สร้างให้เด็กได้รู้จักศาสนา และรู้จักตนเอง

โต๊ะบิลาล (ตำแหน่งผู้ประกาศและประสาน) ซื่อฮัจญีฮุซเซ็น เคราแดง เขาได้แนะนำถึงประวัติที่มาของมัสยิดแห่งใหม่คือ “มัสยดดารุลอิสลาม โดมสีทองบังกาลี” เขาได้เล่าว่า เพิ่งสร้างเสร็จมา 3 ปี ห่างจากมัสยิดกลางประจำแม่สอดประมาณ 1 กิโลเมตรกว่า ตั้งอยู่บนชุมชนของชาวพม่ามุสลิมสายบังกาลีและกลุ่มมุสลิมอาระกัน (โรฮิงญา) มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นมาด้วยการระดมทุนเรี่ยไรของชาวบังกาลีในชุมชนและจากมุสลิมที่อยู่ในแม่สอด โดยค่อยๆ เรี่ยไรสะสมบริจาคตามศรัทธา เป็นพัน เป็นหมื่น บางคนเป็นแสนและบริจาคที่ดิน ประมาณ 3 ไร่ เพื่อสร้างมัสยิด

การระดมบริจาคเงินเหล่านี้ มาจากเครือข่ายทางศาสนา ซึ่งแม่สอดขึ้นชื่อในการรวมกลุ่มศาสา (ดะวะห์ ) คนเหล่านี้มีเครือข่ายจากมุสลิมพม่า อินเดีย ไทย ปากีสถาน การจัดกิจกรรมทางศาสนาเพื่อขอบริจาคเรี่ยไรเงิน จนได้เงินจำนวนถึง 13 ล้านบาท จนสามารถสร้างมัสยดขนาดใหญ่โตสองชั้น สามารถจุคนได้ถึง 3,000 คน มีลานหน้ามัสยิด ด้านข้างมีอาคารเรียนศาสนาของเด็กๆ เรียกว่า “มักตับ” จากการสังเกตของผู้ศึกษาที่ได้เข้าร่วมละหมาดใหญ่ของวันศุกร์ พบว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นชายชาวมุสลิมพม่าสายบังกาลี มีทั้งเด็ก ๆ วัยรุ่น ผู้ใหญ่คนแก่ และมีการใช้ภาษาพม่าเป็นหลักเนื่องจากคนที่มาเป็นคนพม่ามุสลิม แต่สำหรับคนที่มาอยู่นานและบางคนที่เป็นคนไทยไปแล้วก็สามารถสื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาพม่าได้ชัดและดีด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือคนมุสลิมพม่าเขาสามารถแยะแยกกลุ่มตัวเองจากน้ำเสียงหรือสำเนียงภาษาว่า คนผู้นี้มาจากเมืองไหน ที่ใด เช่น ถ้าเป็นคนที่มาจากอาระกัน สำเนียงภาษาจะต่างจากภาษาพม่า แค่ฟังเขาพูดเพียงสองคำก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาระกัน (โรฮิงญา) ซึ่งตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นวิธีการแยกกลุ่มภายในมุสลิมที่มาจากพม่า

สำหรับกลุ่มคนไทยมุสลิมจะแยกตัวไปละหมาดที่มัสยิดกลาง สังเกตว่าการละหมาดในวันศุกร์ของผู้คนที่นี้ สามารถแสดงออกถึงความแตกต่างหรือแบ่งแยกทางชาติพันธุ์ศาสนา ว่าใครเป็นกลุ่มไหน (เป็นมุสลิมไทย หรือไม่เป็น) ดังนั้นจะพบว่าในมุสลิมก็มีการแบ่งแยกความเป็นชาติพันธุ์หรือชาติ โต๊ะบิลาลยังกล่าวว่า มัสยิดบังกลาแห่งนี้อยู่ภายใต้การบริหารของมัสยิดกลางเนื่องจากมัสยิดต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ปัจจุบันมัสยิดในอำเภอแม่สอด มีทั้งหมด 17 แห่ง แต่ที่เป็นมัสยิดหลังใหญ่ จะมีทั้งหมด 5 แห่งด้วยกัน คือ 1. มัสยิดนูรูลอิสลาม 2. มัสยิดดารุลอิสลาม โดมทอง (มัสยดับงกลา) 3. มัสยิดมูฮายีรีน 4. มัสยิดอันซอร์ 5. มัสยิดมาดีนะห์ 

มัสยิดบังกลา ถือเป็นมัสยิดที่มีผู้เข้ามาละหมาดเยอะที่สุด เป็นเพราะอยู่ใจกลางชุมชนใหญ่ด้วยและถูกล้อมรอบด้วยบ้านเช่า กระต๊อบเล็ก โดยที่ชาวมุสลิมเหล่านี้ได้เช่าบ้าน ตึกแถวที่เรียงขนาดตามเส้นทาง ซึ่งราคาค่าเช่าตกอยู่ที่เดือนละ 1,500 บาท บ้างก็ 2,000-3,000 บาทก็มี ขึ้นอยู่กับบริเวณและทำเล เพราะชาวมุสลิมเหล่านี้มักเช่าเพื่อเปิดร้านค้า เราจะพบว่ามีร้านค้าที่เรียงรายติดกัน โดยเฉพาะในชุมชนที่ดูเป็นชุมชนแออัด ก็มีร้านที่ขายของคล้ายกัน มีร้านหมาก ขายหัวหอม ของแห้ง บางร้านอยู่ในทำเลดี มีร้านจักรยาน ร้านเสื้อผ้า ร้านซ่อมทีวีเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์  หรือที่ติดถนนเลนใหญ่จะเป็นพวกร้านค้าไม้ที่เป็นกลุ่มชาวอาระกันมีการขายผัก ปลา ไก่ เนื้อและสารัพดอาหารที่เร่ขายบนรถเข็นเสมือนเป็นตลาดเคลื่อนที่

ร้านค้าที่หลากหลายเหล่านี้ ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะเป็นคนในชุมชนที่เข้ามาอุดหนุน ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันละกัน นอกจากนี้สังเกตว่า คนมุสลิมพม่า มีความคิดในการทำค้าขาย หรือพยายามทำธุรกิจ อาจจะเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะคำสอนศาสนาหรือความคิดทางธุรกิจ หรืออาจจะเป็นเพราะการทำงานเป็นลูกจ้างนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา ดังที่ทราบมาว่าคนมุสลิมพม่านั้นค่อนข้างลำบากในการเข้าทำงานในแม่สอด อาจจะเป็นเพราะอัตลักษณ์ของเขา ความเป็นมุสลิม จึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เขามักถูกปฏิเสธ หรือไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจมากนัก ตอนนี้เราจะพบว่ามีคนมุสลิมพม่าจำนวนมากที่ว่างงาน มักจะเป็นผู้ชายวัยรุ่น และชอบเกาะกลุ่มกันตามพื้นที่ใกล้ร้านชา มีกลุ่มเด็กแว้น หรือเปืนกลุ่มดะวะห์มานั่งคุยกันและเดินไปเดินมา

ในชุมชนจะพบว่ามีการขับรถที่ค่อนเร็วสวนกันไปมา คนเดินไปเดินมาตามถนน ผู้หญิงมีการใช้รถมอเตอร์ไซค์เหมือนผู้ชายผู้คนเหล่านี้ดูรีบเร่งเมื่ออยู่บนท้องถนน แต่เมื่อดูสังเกตคนที่อยู่ในบริเวณหน้าบ้าน เขากลับดูเป็นคนที่เรื่อยๆ สบายๆ คนเหล่านี้มีทั้งวัยสาว คนเฒ่าคนแก่นั่งอยู่ด้วยกัน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่หนึ่งในชีวิตประจำวันของมุสลิมพม่า

ทั้งนี้ในชุมชนพบว่า มีความแออัด บ้านหนึ่งอยู่กันหลายคน บ้างก็อยู่กันถึง 10 คนอัดกัน เพื่อประหยัดค่าเช่าและช่วยแชร์ค่าบ้านกัน การอยู่อัดกันในพื้นที่เล็กๆ ก็เห็นว่ามีปัญหาในเรื่องความสะอาด สุขลักษณะ พื้นที่ยังเป็นพื้นที่หลุมแฉะน้ำขัง น้ำเสียบ้าง มีการทิ้งขยะที่กระจายไปตามข้างๆ ถนน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวดูไม่สะอาดตา

ในประเด็นความสะอาดนั้น ผู้เขียนเคยทราบมาว่า ในชุมชนอิสลามนั้นเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องความสะอาดและขยะมากที่สุดในแม่สอดเพราะว่า คนที่เป็นแรงงานพม่ามุสลิมจะเข้ามากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ และมีมากจนล้นเกิน ปัญหาขยะจึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเทศบาลแม่สอด

การเติบโตของแม่สอดและปัญหาในชุมชนมุสลิมพม่า

หากเดิน หรือขับรถเข้าไปในชุมชนอีก 1 กิโลเมตร จะเจอ “มัสยดมูฮายีรีน” ที่มีความหมายว่า “ผู้อพยพ” มีโดมสีเขียวเห็นแต่ไกล มัสยดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว ชอุ่มัสยดสัมพันธ์กับกับประวัติศาสตร์ของผู้คนแถวนี้ที่เป็นผู้อพยบจากรัฐกะเหรี่ยงประเทศพม่า โดยอพยพจากชุมชนทางวังเป้า เหตุผลที่ต้องอพยพ คือในอดีตประมาณ 44 ปีที่แล้ว เกิดสงครามระหว่างทหารพม่ากับทหารกะเหรี่ยง ทหารพม่าเข้ามายึดครองได้และเผาบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงและมุสลิม ทำให้ผู้คนทั้งกะเหรี่ยงและมุสลิมต้องแตกกระสานซ่านเซ็นหนีอพยพเข้ามา

มูหัมหมัดรอฟี ผู้เฒ่ามุสลิมพม่าที่อพยพเข้ามาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้เล่าถึงการมาของมุสลิมพม่าและการเปลี่ยนแปลงในแม่สอดว่า ตนเองเป็นหนึ่งในชาวมุสลิมที่ต้องอพยพมากับชาวกะเหรี่ยงโดยเดินทางตรงข้ามเข้ามาฝั่งไทย ตอนนั้นอายุ 12 ปี มากับพ่อแม่และพี่น้องอีก 12 คน ได้ทยอยกันเข้ามาและกระจัดกระจายไปหางานทำที่อื่นๆ ตอนนั้นบริเวณมัสยิดแห่งนี้เป็นป่าทุ่ง เป็นที่ดินของคนไทย แต่คนไทยไม่กล้าอยู่เนื่องจากมีการปล้น มีโจรชุกชุมด้วย พวกมุสลิมจึงค่อย ๆ เข้ามาตั้งกระต๊อบในบริเวณนี้

ตอนที่มูหัมหมัดรอฟีอพยพเข้ามา บริเวณยังแม่สอดไม่เจริญ ยังไม่เป็นี้เป็นพื้นที่การค้าชายแดน ตอนั้นนเขาไปทำอาชีพเก็บของเก่า ขยะและกระดาษลังจากฝั่งพม่ามาขายฝั่งไทย แต่เมื่อรัฐบาลไทยกับพม่าได้เปิดการค้าชายแดนประมาณ 20 ปีที่แล้ว ทำให้แม่สอดเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และคนไทยก็เริ่มขายที่ดินแถวมัสยิดให้กับมุสลิมหรือเปิดให้เช่า เพื่อคนไทยจะได้ไปซื้อที่ดินที่ติดกับพมารองรับการเปิดตลาดค้าขายริมแม่น้ำเมย หลังจากรัฐบาลไทย-พม่าเปิดการค้าชายแดนไม่กี่ปี ได้ดึงดูดนักลงทุน นักธุรกิจ จึงปรากฏให้เห็นถึงอุตสาหกรรมทอผ้าและโรงงานต่างๆ การจ้างงานที่ต้องการอาศัย ผู้อพยพให้เป็นแรงงานในราคาถูกและได้กลายเป็นการเปิดทางให้คนฝั่งพม่าเข้ามาทำงานในแม่สอดมากขึ้น

จากเหตุการณ์การประท้วงในปี ค.ศ.1988 และการเกิดสงครามระหว่างพม่ากับทหารกะเหรี่ยง ได้ผลักดันให้เกิดผู้อพยพเข้ามาในำเภอแม่สอด ทั้งนี้จากการเปิดการค้าชายแดนไทย-พม่า ได้ปรับเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เกิดการสร้างถนน สาธารณูปโภคต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดการลงทุน มีการสร้างโรงงานขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะโรงงานทอผ้า ที่มีมากถึง 50 กว่าโรง โดยที่บุคคลที่เป็นแรงงานในโรงงานดังกล่าวบ้างก็มาจากผู้อพยพ แต่ส่วนใหญ่เป็นการทะลักเข้าของแรงงานพม่าตามความต้องการแรงงานของโรงงานในไทย ทำให้แม่สอดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน 20 ปีที่ผ่านี้นเอง ความเจริญเหล่านี้ประมาณร้อยละ 70 เกิดขึ้นจากน้ำมือของแรงงานชาวพม่า

ปัญหาในชุมชนมุสลิมพม่าแม่สอด

สำหรับชุมชนมุสลิมพม่า การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น กลับพบว่ามีปัญหาทางด้านสุขภาพ สุขลักษณะ โรคระบาดอหิวาตกโรค และปัญหาการตกงาน-จ้างงาน

ในปี 2553 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ทำให้หน่วยงานบริการสุขภาพชุมชน หน่วยงานของ NGO Health Post และคณะกรรมการอิสลามแม่สอด ได้เข้ามาดูแลควบคุมโรคเนื่องจากเกิดโรคระบาดหนัก จากการเดินทางลักลอบเข้ามาของมุสลิมพม่าในพื้นที่ชุมชน ทั้งนี้ด้วยชุมชนมีปัญหาด้านสุขลักษณะที่มีขยะและความแออัด บางบ้านอยู่กัน 10 กว่าคน จึงเกิดการระบาดได้ง่าย ทำให้ต้องควบคุมตรวจเช็คและแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม

สำหรับประเด็นการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีมุสลิมพม่า การใช้ผ้าคลุมและปิดหน้าของผู้หญิง ทำให้พวกเธอไม่สามารถทำงานรับจ้างข้างนอกได้ แม้แต่ใส่ผ้าคลุมผมก็ทำให้หางานยากลำบากเนื่องจากแหล่งงานไม่ค่อยเอื้อต่อการเปิดรับมุสลิมมากนัก เช่น โลตัส แมคโคร หรือโรงงานก็จะไม่รับเข้าทำงาน ในขณะเดียวกันการปิดหน้าของผู้หญิงนั้น จะทำให้พวกเธอไม่ต้องทำงานและรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่มีเกียรติดตามแบบอย่างของศาสนา

อย่างไรก็ตาม ในชุมชนมุสลิมพม่าส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำบางครอบครัวมีลูก 5 – 10 คน โดยมากแล้วมีปัญหาคือพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกๆ เพราะคนเหล่านี้จะมีลูกหัวปีท้ายปี ประกอบกับสถานะทางการเงินไม่ดี ลูกๆ จึงไม่ได้รับการดูแลที่ดีและไม่มีเวลาในการสร้างคุณภาพชีวิตให้พวกเขา ทั้งนี้จากคำบอกเล่าของเชียร์ (ผู้ให้ข้อมูล) ว่า สตรีมุสลิมที่นี่มีปัญหาในเรื่องเลี้ยงดูลูก หลายคนเวลามีลูกก็ไม่กล้าที่จะพาลุกมาฉีดวัคซีนเพราะมีการเล่ากันว่า หลังจากพาเด็กมาฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้เด็กไม่สบายหนัก

ปัจจุบัน สังเกตพบว่าอัตราการเกิดในกลุ่มมุสลิมพม่าอยู่ในระดบสูงมาก แต่ทั้งนี้ก็พบว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้กลุ่มสตรีเริ่มเข้าหาศูนย์สุขภาพชุมชนมากขึ้น โดยเฉพาะเข้ารับยารักษาพื้นฐาน เช่น ยาแก้หวัดแก้ไข้ หรือยาสามัญทั่วไป ที่สำคัญเราจะพบว่า มีการเข้ามาปรึกษาเรื่องการคุมกำเนิดมากขึ้น ทางศูนย์ได้แนะนำวิธีการคุมกำเนิดทั้งแบบกินยาและแบบฉีดยา ความสนใจดังกล่าวนี้มีผลมาจากปัญหาความสัมพันธ์และสถานะการเงินของครอบครัวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เดิมทีนั้นการคุมกำเนิดถือเป็นสิ่งที่ชาย สามีมุสลิม ห้ามภรรยาอย่างเด็ดขาดเพราะทั้งผิดหลักศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรงและเพื่อเปืนการยืนยันถึงการไม่เป็นชู้ของภรรยาอีกด้วย แต่เชียร์เล่าว่าปัจจุบันนี้ผู้ชายจะเป็นคนมาส่งภรรยามาฉีดยาคุม แต่บางคนสามีจะมาส่งโดยจะจอดระหว่างทาง เนื่องจากผู้ชายจะมีความละอายใจ แต่สำหรับบางคนที่สามีห้ามและไม่เข้าใจ ภรรยาก็จะแอบกินยาคุม ด้วยวิกฤติความยากจนทำให้กฎเกณฑ์ศาสนาจำเป็นต้องถูกยกเว้นสำหรับบางคน แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่

เชียร์ ได้กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ชายมุสลิมพม่าไม่ค่อยได้ ทำงานสักเท่าไร หลายคนยังตกงาน แต่ส่วนใหญ่ผู้ชายจะออกไปนอกบ้าน ชอบไปนั่งในบริเวณมัสยิด หรือชอบไปรวมตัวเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา แล้วก็ปล่อยให้ภรรยาเลี้ยงดูลูกและหากินเอง ซึ่งมันก็ผิดกับหลักศาสนาเป็นอย่างมาก

ความน่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือบริเวณชุมชนคอกวัวยังเป็นแหล่งค้ามนุษย์แห่งหนึ่งด้วย มีแรงงานเด็ก การค้าแรงงานราคาถูก และยังมีการขายบริการทางเพศของสาวมุสลิมพม่า ซึ่งเป็นประเด็นที่มุสลิมพม่าเองก็รับไม่ได้ และมีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้

อ่านฉบับวารสารได้ที่

%d bloggers like this: