ถึงเวลาถอดบทเรียนกรณีครอบครัวตามี่ เพื่อคนในสถานการณ์เดียวกัน

เรื่องโดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ผู้เขียนได้รับการร้องขอ[1] จากคุณวิวัฒน์ ตามี่ ชาวเขาคนสำคัญในภาคประชาสังคมของประเทศไทย ซึ่งถูกถามจากคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า[2] เขามีสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ทั้งนี้เพราะว่า เขาสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยว่า ผู้ทรงสิทธิรับการสรรหา จะต้องมีสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ในทันทีที่เห็นคำร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ผู้เขียนก็ตระหนักว่า ปัญหาหนึ่งที่เคยคิดว่าจะต้องเกิดได้เกิดขึ้นมากขึ้นและถี่ขึ้น นั่นก็คือปัญหาการตกหล่นจากทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรของเหล่าชาวเขาดั้งเดิมของประเทศไทย ซึ่งอาจจะตกหล่นจากทะเบียนคนอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ หรือถูกบันทึกผิดในทะเบียนคนอยู่ด้วย หรือไม่ก็ได้

ผู้เขียนจึงทำความเห็นทางกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทยโดยการเกิดให้แก่คุณวิวัฒน์ ตามี่ และคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็เห็นชอบว่า แม้ไม่มีสูติบัตรอันเป็นผลมาจากการจดทะเบียนคนเกิดฯ คุณวิวัฒน์ก็อาจทำความรับรองข้อเท็จจริงว่า เป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังหลายท่านที่เคยสมัครตำแหน่งนี้มาก่อนหน้า แต่ครั้งนี้ที่แตกต่างออกไป ก็คือคุณวิวัฒน์ยืนยันที่จะร้องขอจดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลัง ต่ออธิบดีกรมการปกครอง และขอดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่ตกหล่นไปตั้งแต่ พ.ศ.2509 ในเวลาที่คุณวิวัฒน์เกิด ในปี พ.ศ.2564 ณ สำนักทะเบียนอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ความมุ่งมั่นของคุณวิวัฒน์ที่จะทำการทดลองทางสังคมในทันทีที่ทราบว่า รัฐไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะจดทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรให้แก่มนุษย์ทุกคนที่เกิดในประเทศไทยในทุกกรณี อาจเป็นการจดทะเบียนคนเกิดฯ โดยพลันภายหลังการเกิดหรือการจดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลัง และไม่ว่าการจดทะเบียนคนเกิดฯ จะเกิดในเวลาใด ข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า มนุษย์คนหนึ่งจะมีสิทธิและสถานะของคนสัญชาติไทย โดยการเกิดก็ขึ้นอยู่กับการมีจุดเกาะเกี่ยว “โดยการเกิด” กับประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับการมีอยู่หรือไม่ของเอกสารรับรองการเกิดที่มีชื่อว่า “สูติบัตร” ที่ออกโดยรัฐเจ้าของดินแดนที่มนุษย์คนนั้นเกิด

หลังจากการทดลองใช้สิทธิจดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลังจนสำเร็จแล้ว คุณวิวัฒน์ก็เสนอให้กองบรรณาธิการวารสารเสียงชนเผ่าเชิญผู้เขียนให้เขียนบทความทางวิชาการที่อ่านง่าย เพื่อสร้างความรู้ทางกฎหมายให้แก่ “คนในสถานการณ์เดียวกัน” กับคุณวิวัฒน์  ซึ่งก็คือชาวเขาดั้งเดิม อาศัยติดแผ่นดินไทยมาโดยตลอด และรัฐไทยได้บันทึกพวกเขาเหล่านี้ในสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิด “โดยระเบียบพิเศษ” ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แต่การบันทึกดังกล่าวทำโดยไม่ได้เริ่มต้นจากการจดทะเบียนคนเกิดฯ ทั้งที่การจดทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรก็เป็นหลักกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย ซึ่งรองรับหลักสากลมาตั้งแต่ พ.ร.บ.ทำบาญชีคนในพระราชอาณาจักร พ.ศ.2452 ซึ่งเป็นกฎหมายการทะเบียนราษฎรฉบับแรกของรัฐไทย

ผู้เขียนจึงขอบอกกล่าวถึง “ความเป็นไปได้ทางกฎหมาย” ที่จะจัดการความยุติธรรมตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเพื่อชนเผ่าในประเทศไทย จากเรื่องราวของชาวเขาดั้งเดิมในช่วงเวลาเริ่มต้นของการใช้กฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบันทึกแล้วในทะเบียนบ้านนี้เป็นคนสัญชาติไทย แต่ยังมีจำนวนอีกมากเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่มีเอกสารรับรองการเกิดเพื่อแสดงตนว่าเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังเรื่องราวของคุณวิวัฒน์และครอบครัวตามี่ และคนบนดอยล้านในอำเภอแม่สรวย เชียงราย ครั้งนี้ผู้เขียนจึงยังไม่บอกกล่าวไปถึง “ข้อกฎหมายไทย” เพื่อรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่เหล่าชนเผ่าแห่งสุวรรณภูมิ ซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย หรือกล่าวโดยง่ายก็คือ “เหล่าชาวเขาอพยพ (Migrant Tribal People)”

แต่ก็อยากจะยืนยันสั้น ๆ ก่อนว่า รัฐไทยไม่อาจเลือกปฏิบัติต่อชนเผ่าซึ่งก็เป็นมนุษย์ และเมื่อชนเผ่าตั้งบ้านเรือนอาศัยในประเทศไทย พวกเขาก็ย่อมมีสิทธิในความเป็นราษฎรของรัฐไทย และการกำหนดสิทธิและสถานะคนสัญชาติก็ย่อมเป็นไปตามความกลมกลืน (Socialization) ซึ่งมนุษย์ซึ่งเป็นชนเผ่าแต่ละคนมีกับรัฐไทย นานารัฐ ตลอดจน “รัฐไทย” มีหน้าที่รับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเพื่อมนุษย์ที่เป็นชนเผ่า ซึ่งมีจุด เกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐไทย นานารัฐย่อมมีหน้าที่รับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์ทุกคน ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (Private International Law) ซึ่งปรากฏชัดเจนตั้งแต่การปรากฏตัวข้อ 6 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948/พ.ศ.2491 ซึ่งบัญญัติว่า “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด (Everyone has the right to recognition everywhere as a person before the law.)”

ซึ่งทางปฏิบัติของนานารัฐว่าด้วยการรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายมี 2 ลักษณะ กล่าวคือในประการแรก เราพบการรับรองสภานะบุคคลตามธรรมชาติของมนุษย์ใน “กฎหมายเอกชน (Private Law)” หรือเรียกด้วยว่า “กฎหมายแพ่ง (Civil Law)” ของนานารัฐ ซึ่งมักบัญญัติว่ามนุษย์หรือบุคคลธรรมดาย่อม “เริ่มต้น” สภาพบุคคลตามกฎหมายเมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาและ “สิ้นสุด” สภาพบุคคลตามกฎหมายเมื่อตาย ซึ่งการจำแนกชวงเวลาของมนุษย์ก็น่าจะมี 3 ช่วง กล่าวคือ (1) ช่วงการเริ่มต้นสภาพบุคคล (2) ช่วงที่สามารถทำนิติสัมพันธ์ และ (3) ช่วงการสิ้นสุดสภาพบุคคล

ในประการที่สอง เราพบการรับรองสภานะบุคคลในทะเบียนบุคคลของนานารัฐ ซึ่งกฎหมายที่รองรับการทำทะเบียนั้นของรัฐ มักถูกเรียกว่า “กฎหมายการทะเบียนราษฎร” (Civil Registration Law) ซึ่งทะเบียนราษฎรของรัฐจะมีอยู่ 3 ฐานข้อมูล กล่าวคือ (1) ทะเบียนคนเกิด (2) ทะเบียนคนอยู่ และ (3) ทะเบียนคนตาย

ขอให้ตระหนักในประการแรกว่า การบันทึกรายการสถานะบุคคลทั้ง 3 ลักษณะนี้ย่อมหมายถึงการรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนของรัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรเพื่อมนุษย์ที่ถูกบันทึก และรัฐผู้รับรองโดยการบันทึกก็จะต้องดูแลสิทธิมนุษยชนให้แก่มนุษย์ดังกล่าวอีกด้วย เราจะเห็นว่า สำหรับทางปฏิบัติของรัฐไทย สิทธิในสวัสดิการสังคมของมนุษย์ในประเทศไทยจะเป็นไปได้โดยผ่านเลขประจำตัว 13 หลักตามกฎหมายไทยวาด้วยการทะเบียนราษฎร ขอให้ตระหนักในประการที่สองว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2562 รัฐไทยมาถึงชวงเวลาที่มีศักยภาพที่จะรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรให้แก่ราษฎรไทยในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะถือสัญชาติไทย หรือถือสัญชาติของรัฐต่างประเทศ หรือไร้สัญชาติดังนั้นมนุษย์ที่เป็นชนเผ่าที่ไปอาศัยในต่างประเทศใน 3 สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะได้รับการดูแลโดยรัฐไทย ซึ่งทำหน้าที่โดยสถานทูตและสถานกงสุลไทยประจำรัฐต่างประเทศที่คนดังกล่าวไปอาศัยอยู่ในลำดับต่อไปผู้เขียนจึงอยากจะชวนผู้อ่าน ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

โดยผ่านกรณีศึกษาครอบครัวตามี่ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ซึ่งรัฐไทยได้ดำเนินการเพื่อชาวเขาดั้งเดิมที่อาศัยติดแผ่นดินไทยใน “ช่วงเวลาเริ่มต้นสร้างระบบการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย” ในราว พ.ศ.2452-2499 กล่าวคือก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎ พ.ศ.2499 ซี่งเป็นกฎหมายการทะเบียนราษฎร “หลัก” ฉบับแรกของรัฐไทย

การรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเพื่อคุณพ่อยี่ และคุณแม่อาหวู่เม๊ะ ตามแห่งดอยล้าน ำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย – ตัวอย่างของการรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเพื่อชาวเขาดั้งเดิม ซึ่งเกิดก่อนระบบการทะเบียนราษฎรทั่วไปของรัฐไทยใน พ.ศ.2499

เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า คุณพ่อยี่ ตามเกิดบนดอยล้านของอำเภอแม่สรวยเชียงรายใน พ.ศ.2480 จากคุณปู่ไก่ต่อตามและคุณย่าอะหวู่เม๊ะ ตามและเมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า คุณแม่อาหวู่เม๊ะ ตามเกิดบนดอยล้านฯ เช่นกันใน พ.ศ.2482 จากคุณตาสาม สึมี่ และคุณยายเม่อคีมะ สึมี่ บุคคลทั้งหมดมีข้อเท็จจริงเป็นชาวเขาที่อาศัยติดแผ่นดินไทย จึงสรุปได้ว่า กฎหมายของรัฐไทยที่มีผลรับรองสิทธิในสัญชาติของคุณพ่อยี่ และคุณแม่อาหวู่เม๊ะ จึงได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456[3] ซึ่งมีผลในชวงเวลาที่ท่านทั้งสองเกิด ท่านทั้งสองจึงมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดทั้งโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา ตามมาตรา 3 (1) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 และสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนตามมาตรา 3 (3) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรเข้าใจใน “ประวัติศาสตร์การจัดการประชากรของรัฐไทย” ก็คือระบบการทะเบียนราษฎรที่มีผลในทุกจังหวัดของประเทศไทยเริ่มใน พ.ศ.2499 โดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499

ดังนั้น คุณพ่อยี่ และคุณแม่อาหวู่เม๊ะจึงเป็นมนุษย์ที่เกิดก่อนระบบการทะเบียนราษฎรทั่วไปของรัฐไทย ท่านทั้งสองจึงไม่อาจได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย รวมถึงการจดทะเบียนคนอยู่อีกเช่นกัน แม้รัฐไทยสมัยใหม่จะปรากฏตัวแล้วที่กรุงเทพฯ แต่ระบบการรับรองความเป็นราษฎรของรัฐไทยยังมาไม่ถึงจังหวัดเชียงราย ขอให้ตระหนี่กว่า แม้ พ.ร.บ.สัญชาติ   พ.ศ.2456 ย่อมมา

ถึงคุณพ่อยี่ และคุณแม่อาหวู่เม๊ะ ตลอดจนคุณปู่คุณย่า คุณตาและคุณยายของครอบครัวตาม่แล้ว แต่ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร   พ.ศ.2499 ยังมาไม่ถึง ดังนั้นคนทั้งหมดในครอบครัว

ของคุณพ่อยี่ และคนในบ้านดอยล้าน หมู่ 4 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จึงตกเป็น “คนไร้รัฐไร้สัญชาติ” ทั้งที่นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาเห็นตรงกันว่า เป็นชุมชนชาวเขาดั้งเดิม ซึ่งอาศัยเกาะติดแผ่นดินไทย อันทำให้ชาวเขากลุ่มนี้มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย

ขอให้จินตนาการว่า เมื่อ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ถูกประกาศใช้ กรมการปกครอง ซึ่งทำหน้าที่นายทะเบียนราษฎรของรัฐไทย จึงต้องไล่ตามบันทึกมนุษย์ที่อาศัยอยู่ติด แผ่นดินไทยเข้าไว้ในทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นทะเบียนคนอยู่เพื่อคนที่มีสิทธิอาศัยถาวร ขอให้สังเกตว่า คุณพ่อยี่ และคุณแม่อาหวู่เม๊ะ และคนในบ้านดอยล้านฯต้องรอจนถึง พ.ศ.2517[4] ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศใช้ “ระเบียบพิเศษเพื่อคนในพื้นที่ห่างไกล” อันได้แก่ “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาด้วยการพิจารณาลงสัญชาติไทยในทะเบียบบ้านให้แก่ชาวเขา พ.ศ.2517” เพื่อลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวเขาดั้งเดิม ซึ่ง “ลีซอ” หรือ “ลีซู” ก็เป็นชาวเขาดั้งเดิม จึงได้รับการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยตามระเบียนพิเศษนี้ เราพบว่า คุณพ่อยี่ และชาวเขาในหลายหมู่บ้านในเชียงราย จึงได้รับการลงรายการสัญชาติไทย

โดย “ระเบียบ 2517” ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2519 ยกเว้น คุณแม่อาหวู่เม๊ะ ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนใน   พ.ศ.2510 โดยพิจารณาเรื่องราวดังกล่าว จะเห็นว่า คุณพ่อยี่จึงได้รับการขจัดปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.14) แต่ไม่มีการจัดทำสูติบัตร หรือหนังสือรับรองการเกิดให้คุณพ่อยี่แต่อย่างใด

ดังนั้น แม้คุณพ่อยี่ก็ได้รับการรับรองสัญชาติไทยแล้ว แต่ไม่มีเอกสารรับรองจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับรัฐไทยในยุคนั้น ขอให้ตระหนักด้วยว่ายังไม่มีการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลักเพื่อแสดงความเป็นคนถือสัญชาติไทยแต่อย่างใด

การรับรองสภานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเพื่อคุณวิวัฒน์  ตามแห่งดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย – ตัวอย่างของชาวเขาดั้งเดิม ซึ่งเกิดภายใต้ระบบการทะเบียนราษฎรทั่วไปของรัฐไทยใน พ.ศ.2499 แต่เป็นชวงเวลาเริ่มต้น และในพื้นที่สูงที่ห่างไกล

กลับมาพิจารณาถึงการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของคุณวิวัฒน์ เมื่อคุณวิวัฒน์เกิดในประเทศไทยจากคุณพ่อยี่และคุณแม่อาหวู่แม๊ เราก็คงสรุปได้ว่า คุณวิวัฒน์สืบสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า คุณวิวัฒน์ เกิดในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2509 กฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติที่รับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดของเขาในขณะที่เกิดจึงได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ฉบับดั้งเดิม[5] มิใช่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 ซึ่งรับรองสัญชาติไทยของบิดาและมารดา

ขอให้เราตระหนักว่า การบันทึกคุณวิวัฒน์  ก็เป็นไปโดย “ระเบียบพิเศษ” เพราะเขามีสถานะเป็นชาวเขาดั้งเดิม ระเบียบดังกล่าว มีอยู่ 3 ฉบับ กล่าวคือ (1) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาด้วยการพิจารณาลงสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวเขา พ.ศ.2517[6]

  (2) ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขา พ.ศ.2535 ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2539[7] และ

  (3) ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543[8]

 รัฐไทยย่อมมีหน้าที่จดทะเบียนคนเกิดฯ ย้อนหลัง เพื่อจัดทำสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิด ให้แก่ชาวเขาที่เกิดในพื้นที่ทุรกันดารในช่วงที่ระบบการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็อาจมีปัญหาการรวบรวมพยานหลักฐานสำหรับ ชาวเขาอายุมากและในวันนี้ เมื่อคุณวิวัฒน์กลับไปที่บ้านดอยล้านฯ เพื่อทบทวนเรื่องราวในชวงเวลาที่เขาเกิด เขาพบว่า คนที่เติบโตมาพร้อมกับเขาไม่มีสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิด สิ่งที่ยากลำบากสำหรับเขาก็คือการแสวงหาพยานหลักฐานใน “มาตรฐานเดียวกับคนที่เกิดในเมือง” ซึ่งมีระบบการทะเบียนราษฎรที่สมบูรณ์  ซึ่งมนุษย์มีหนทางที่จะได้รับการจดทะเบียนบุคคลอย่างครบขั้นตอน ปัญหาของเขานั้น ก็คือความยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐาน มิใช่ “ไม่มีพยานหลักฐาน” หากมีเวลาให้เขามากพอเขาก็อาจมีพยานหลักฐานมากขึ้น เพื่อแสดงจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดระหว่างเขาและรัฐไทย

แต่อย่างไรก็ตาม หากเขามีอายุมากกว่านี้ และพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิดของเขาก็อาจจะเสียชีวิตหมดแล้ว ความยากลำบากก็จะมากขึ้น คุณวิวัฒน์เริ่มคิดถึงปัญหาที่จะเกิดแก่คนในสถานการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะชาวเขาดั้งเดิมภายใต้ระเบียบ 2517 เขาเริ่มคิดว่า โอกาสที่ได้เรียนรู้ที่จะยืนยืนความเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิดของเขา ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ได้ทำงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเหล่าชาวเขาดั้งเดิม ซึ่งเกิดในประเทศไทยในพื้นที่ทุรกันดาร และในชวงเวลาที่การทะเบียนราษฎรยังไม่สมบูรณ์ 

ผู้เขียนซึ่งเข้ามาทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงของเขา และให้ความเห็นทางกฎหมาย ก็เห็นด้วยกับเขาที่จะสรุปในความเห็นทางกฎหมายของเราว่า ชาวเขาดั้งเดิม ดังคุณวิวัฒน์ มิได้เกิดในสถานการณ์ปกติ ซึ่งอาจมีระบบการทะเบียนราษฎรที่พร้อมจะแสดงเอกสารรับรองตัวบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะการรับรองดังกล่าวอาจกดพิมพ์ออกมาจากฐานข้อมูลทางทะเบียนราษฎรออนไลน์ การกลับไปทะเบียนคนเกิด ซึ่งตกหล่นไป จึงเป็นงานจัดการสิทธิมนุษยชน ซึ่งคุณวิวัฒน์อยากทำเป็นที่สุด ชาวเขาที่ผ่านการลงรายการสัญชาติไทยโดยระเบียบพิเศษดังกล่าว จะมีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่มักไม่ได้รับการจัดทำสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดย้อนหลัง และมักเป็นคนที่เกิดก่อนระบบการทะเบียนราษฎร หรือในช่วงที่ระบบการทะเบียนราษฎรเพิ่ง เริ่มต้นดังเช่นคุณวิวัฒน์ ตามี่

นอกจากนั้น ในกรณีของชาวเขาดั้งเดิมนั้น พวกเขาน่าจะได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ราว พ.ศ.2506-2510 เพื่อให้ชาวเขาที่ยังไม่มีบัตรประชาชนใช้แสดงตนนี้เป็นคนสัญชาติไทย ซึ่งครอบครัวของคุณวิวัฒน์ ก็ได้รับพระราชทานเหรียญดังกล่าวเช่นกัน

อีกข้อพิจารณาของความเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิดของชาวเขาดั้งเดิมนั้น ก็คือการพิจารณาจากเลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วย 3 ทั้งนี้ เพราะคนที่ถือเลขนี้ โดยส่วนใหญ่ จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด และได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาด้วยการพิจารณาลงสัญชาติไทยในทะเบียบบ้านให้แก่ชาวเขา พ.ศ.2517 มีความเป็นไปได้ที่คนสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติในอดีตจะได้รับการกำหนดให้ถือเลข 3 อยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนดังกล่าวจะมิใช่ชาวเขาดั้งเดิม


เอกสารอ้างอิง
[1] หนังสือของนายวิวัฒน์  ตามลงวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2564 เรื่อง ขอความช่วยเหลือทางการกฎหมายวาด้วยสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดของข้าพเจ้า, เรียน รศ.ดร.พันธุ์ทิพยักาญจนะจิตรา สายสุนทร บางกอกคลินิกินติธรรมศาสตร์  https://drive.google.com/file/d/1T5Hy2Y1WPqbwp3ziQb_8Rzk55r1sJDJ_/view

[2] หนังสือคณะกรรมการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ด่วันที่สุดที่สว (กสม) ๐๐๐๘ (ส) ๓๔๐ ลงวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2564, เรียน นายวิวัฒน์  ตามผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านที่ 1 ลำดับที่ 14ตามมาตรา 8 (1), สิ่งที่ส่งมาด้วย – คำแนะนำการตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องการมีสัญชาติไทยโดยการเกิดของสำนกับริหารการทะเบียน กรมการปกครอง https://drive.google.com/file/d/1T5Hy2Y1WPqbwp3ziQb_8Rzk55r1sJDJ_/view

[3] ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 29 หน้า 279 วันที่ 30 มีนาคม 2455

[4] ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพิจารณาลงสัญชาติไทยในทะเบียบบ้านให้แก่ชาวเขา พ.ศ.๒๕๑๗

[5] ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๖๒ (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๘ หน้า ๑

[6] https://docs.google.com/document/d/1pUEYQAhytbXvI4Xv839Hq6hK9fal18U6PqGXDyFXnoU/edit

[7] https://docs.google.com/document/d/1_MrGf_s8Zm2IhMDDdiGdvaZyVCvNlx9LWgVNr-hcNoE/edit

[8] http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2543/E/086/27.PDF

อ่านบทความฉบับวารสารได้ที่

%d bloggers like this: