เชิญชวนผู้รักสันติภาพและความเป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงชื่อแถลงการณ์…ขอให้ยุติการใช้ความรุนแรงและแสวงหาทางออกร่วมกัน

ตามที่ปรากฏทั้งจากภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แพร่กระจายตามสื่อต่าง ๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคน ใช้ความรุนแรงอย่างไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรจะเป็นในการดำเนินการต่อผู้ชุมนุม และมีคนบางกลุ่มที่ปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมได้ก่อความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา จนถึงล่าสุด ค่ำวันที่ 11 สิงหาคม 2564 จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การอย่างกว้างขวางต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกตั้งข้อสังเกตและชี้ให้เห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุและผิดไปจากมาตรฐานทางวิชาชีพและข้อกฎหมายต่าง ๆ จากบรรดานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น

การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณวิชาชีพของตำรวจโดยรวม ขัดกับคำปฏิญาณตำรวจ ตอนหนึ่งที่ว่า “จะยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อระงับทุกข์และบำรุงสุขให้แก่ประชาชนตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

เครือข่ายเพื่อสิทธิมนุษยชน สันติภาพและความเป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตยเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ทว่าไม่อาจเห็นด้วยกับการกระทำที่รุนแรงต่อผู้ชุมนุมซึ่งเป็นประชาชนและที่สำคัญในบรรดาผู้ชุมนุมมีทั้งเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการจับกุมนักเคลื่อนไหวหญิงสูงวัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนชายที่มีอาวุธครบมือเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 และการสลายการชุมนุมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ซึ่งชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธ โดยใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ทั้งที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้เคลื่อนตัวแต่อย่างใด และไม่มีการประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างที่ควรต้องปฏิบัติตามหลักการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม

อนึ่ง ในภาคค่ำ ยังปรากฏภาพของรถปิคอัพบรรทุกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอาวุธกราดยิงไปตามรถยนต์ รถจักรยานยนต์ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของผู้ชุมนุมหรือของผู้สัญจรไปมาบนท้องถนนอีกด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและกติกาสากลใด ๆ นำความเสียหายมาสู่องค์กรตำรวจที่เคยเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน. ในขณะที่ทางฝ่ายผู้ชุมนุมเองบางส่วนซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานประจักษ์ชัดว่าเป็นกลุ่มใด หากแต่ปรากฏตัวภายหลังจากที่แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมไปแล้ว ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีการใช้ความรุนแรงเผารถยนต์หรือทรัพย์สินราชการ ซึ่งไม่ใช่วิถีปฏิบัติของขบวนการที่ประกาศเคลื่อนขบวนด้วยสันติวิธี และส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนขบวนประท้วงเชิงสัญลักษณ์อันเป็นลักษณะของขบวนการประท้วงด้วยสันติวิธีไม่ได้มุ่งทำร้ายหรือต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่ากลุ่มขบวนการที่ใช้ความรุนแรงนี้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีวิธีการที่ดี ไม่ระดมใช้แต่ความรุนแรง น่าจะสามารถล้อมจับมาสืบสวนสอบสวนได้ด้วยกระบวนการปกติที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งจะคลี่คลายความสงสัยให้กับสังคมได้อย่างไม่ยากนัก และไม่ทำลายความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียงเกียรติภูมิ และความไว้วางใจของประชาชนต่อองค์กรตำรวจด้วย

เครือข่ายฯ มีความเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมามุ่งเป้าหมายไปที่การบริหารงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหลัก เพื่อเรียกร้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่สร้างความเป็นธรรมและประกันว่าประชาชนทุกคนจะได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มิได้มุ่งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ประการใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามมาตรฐานวิชาชีพ ก็จะเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนและเป็นต้นธารแห่งความยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตย มิฉะนั้นก็อาจตกเป็นจำเลยของสังคมและกลายเป็นตัวกระตุ้นและใช้ความรุนแรงเสียเอง

เครือข่ายฯ จึงขอสื่อสารเพื่อเชิญชวนท่านร่วมกันลงนามนำเสนอทางออกจากความสูญเสียทั้งปวง มีดังนี้

1. เห็นว่าแม้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีความมุ่งหมายที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยออกข้อปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ แต่การบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศาล จะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์และกรณีที่เป็นจริง และกระทำอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนกับกรณี โดยวัตถุเพียงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของรัฐบาล ที่มุ่งหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมสาธารณะในการมีส่วนร่วมทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบรัฐบาล อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธะที่ต้องปฏิบัติตาม

2. เพื่อประโยชน์ของประชาชน รัฐมีเจตจำนงหน้าที่ในการยอมรับ เคารพ ปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน โดยยึดถือรัฐธรรมนูญกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการชุมนุมทางการเมือง หลักการและมาตรฐานในการควบคุมฝูงชนและกฎของการใช้กำลัง ขององค์การสหประชาชาติ ที่รัฐไทยมีทั้งพันธกรณีทางกฎหมายและศีลธรรมที่จะต้องปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรตำรวจ เป็นกลไกของรัฐ มิใช่ “องค์กรเหนือรัฐ” หรือ “รัฐซ้อนรัฐ” องค์กรตำรวจจึงมีอำนาจหน้าที่ ที่จะดำเนินการให้รัฐปฏิบัติหน้าที่รัฐอย่างได้ผล เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องมีความรู้ ความตระหนักและได้รับการฝึกฝนอย่างดีเพียงพอเพื่อควบคุมการแสดงออก การชุมนุม และในกรณีที่จำเป็นต้องใช้กำลัง ให้เป็นไปตามหลักการ กฎและการปฏิบัติดังกล่าวอย่างมืออาชีพ และไม่ตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือกลุ่มบุคคลที่แฝงตัวอยู่ในรัฐ ที่อาจไม่ได้ปฏิบัติตามเจตจำนงของรัฐดังกล่าวข้างต้น เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่เพื่อประโยชน์และความมั่นคงของกลุ่มตนเท่านั้น

3. เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลและไม่ปิดกั้นหรือขัดขวางการชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยประชาชนกลุ่มหรือฝ่ายใด หรือเพื่อไม่ให้การชุมนุมเป็นเหตุในการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระทบต่อความสงบของสังคม ก่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งในกรณีจำเป็นก็มีอำนาจในการใช้กำลังได้ตามสัดส่วนสมควรแก่กรณี ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยุติการใช้ความรุนแรงอันเกินกว่าเหตุโดยทันทีในการรับมือกับขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ทั้งขอให้มีความอดทนอดกลั้นเป็นพิเศษ ในฐานะที่ท่านเป็นองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ และมีคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่กระทำการใดๆ ตามอำเภอใจที่มีลักษณะยั่วยุ ขัดต่อกฎหมายอันเป็นเหตุหรือมีส่วนทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ท่านต้องไม่ลืมว่าประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง ล้วนเป็นประชาชนคนไทยซึ่งปรารถนาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น

4. ขอให้ฝ่ายขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนทุกกลุ่มได้สื่อสารต่อกลุ่มของท่าน มิให้ใช้การยั่วยุใดๆ ที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้า การปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยพวกเขามิใช่ศัตรูของประชาชน ทั้งต้องขอให้ขบวนการฯ ทุกกลุ่มช่วยกันตรวจสอบ การเคลื่อนไหวให้อยู่ในขอบเขตของการใช้เสรีภาพด้วยสันติวิธีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป้าหมายของขบวนการสามารถบรรลุผลได้และเป็นที่ยอมรับแก่สังคม ไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ให้กลายเป็นปมเงื่อนของความขัดแย้งระลอกใหม่

5. เครือข่ายฯ ตระหนักดีว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นมีเป้าหมายโดยตรงคือ รัฐบาล มิใช่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้ รัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ตลอดจนสถาบันการศึกษาได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการรับฟังเสียงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งก่อนที่จะลุกลามเป็นความรุนแรงสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตโรคระบาด COVID-19 และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตที่ล้มเหลว อันจะซ้ำเติมให้ประชาชนต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้ายลงไปอีก

เครือข่ายเพื่อสิทธิมนุษยชน สันติภาพและความเป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตยวันที่ 13 สิงหาคม 2564

ร่วมลงชื่อได้ที่ https://docs.google.com/…/1m4CUOCOEmYRMQJkk…/viewform….#FreedomofExpression#หยุดคุกคามสื่อ#หยุดคุกคามประชาชน#StopEmergencyDecree#หยุดการใช้พรกฉุกเฉิน

%d bloggers like this: