เมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย

เรื่องโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

งานด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญประการหนึ่งคือ การบันทึกข้อเท็จจริงเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เห็นเป็นปรากฎการณ์และสถานการณ์ที่ชัดเจน ถูกต้องแม่นยำที่สุด โดยเฉพาะข้อเท็จจริงจากปากคำของผู้เสียหายที่ต้องเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่า อันจะนำมาสู่การทำหน้าที่ของรัฐในการแก้ไขปัญหาและปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน ตัวอย่างนี้เป็นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อกฎหมายบ้านเมืองทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย กลไกสิทธิมนุษยชนในประเทศอ่อนแอและไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยรวมทั้งหน่วยงานของรัฐในนามกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การบันทึกข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อรายงานต่อองค์การระหว่างประเทศ ทั้งกลไกกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีภาระผูกพันต้องปฏิบัติที่อาจมีมาตรการทางกฎหมาย นโยบายและปฏิบัติที่แตกต่างและคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มเปราะบางได้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากกว่า

ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้มีบันทึกว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2564 มีชนพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมตัดสินใจเดินทางจากบ้านบางกลอยล่างกลับขึ้นไปยังพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินดั้งเดิมจำนวน 30-40 คน หลายครอบครัว ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 มีรายงานข่าวจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่า ชาวบ้านบางกลอยล่างกลุ่มหนึ่งไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ได้พากันเดินทางเท้ากลับขึ้นไปยังหมู่บ้านบางกลอยบนที่อยู่ในป่าใหญ่ใจแผ่นดิน ภายหลังจากชาวบ้านบางกลอยทั้งหมู่บ้านถูกอพยพลงมาตั้งแต่ปี 2539 แต่ประสบปัญหาอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีที่ทำกินและหนีกลับขึ้นไปอยู่บ้านเดิม จนกระทั่งอุทยานฯ ได้ใช้ยุทธการตะนาวศรีเผากระท่อมและยุ้งข้าวของชาวบ้านเมื่อปี 2554 และกดดันให้ชาวบ้านย้ายลงมาอยู่หมู่บ้านบางกลอยล่าง-โป่งลึก  ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 ได้มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีต่อชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอย่างรุนแรงและขัดต่อกฎหมายไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ บันทึกเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานและพยานได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย ใครต้องรับผิดชอบ

ดีเดย์ 5 มีนาคม 2564 เมื่อรัฐตั้งหน้ารบกับชาวบ้านบางกลอย

บันทึกข้อเท็จจริงในชั้นจับกุม

  • เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ 7.00 น. ในวันที่ 5 มีนาคม  2564 มีการนำกองกำลังขึ้นไปประจำการจำนวนหลายสิบคน และมีการปิดล้อมรอบพื้นที่พักของชาวบ้านจำนวนกว่า 80 คน
  • ทุกคนถูกเรียกมาให้นั่งรวมกันแล้วมีเจ้าหน้าที่มาอ่านเอกสาร ให้ฟัง จับความได้ว่าเป็นการแจ้งข้อหา เรื่องการบุกรุกพื้นที่อุทยาน ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถรู้และเข้าใจภาษาไทยโดยเฉพาะขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายได้ดี
  • ต่อมามีการพยายามจับกุมชายสามคนแรกในลักษณะที่รุนแรงและมีการจับใส่ข้อรัดมือ บังคับให้ขึ้นฮอลิคอปเตอร์
  • มีบางคนที่ตัดสินใจเดินขึ้นไปด้วยตนเองไม่ขัดขืนหลังจากเหตุว่าอาจมีการใช้ความรุนแรงก็จะไม่ถูกพันธนาการ
  • มีการใช้วาจาดุด่า เรื่องการไม่เชื่อฟังแล้วขึ้นมาทำไร่บนพื้นที่ป่าอุทยาน
  • การจับกุมสตรีที่มีเด็ก มีการดึงและยือยึดกันเพราะว่าแม่ไม่ต้องการแยกออกจากเด็ก ทำให้ต่อมาต้องให้เด็กถูกควบคุมตัวมาด้วยบนฮอลิคอปเตอร์

ชั้นสอบสวนที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาชาวบ้าน ทำเอกสารขั้นจับกุม และต่อมาส่งตัวไปเรือนจำเขากลิ้ง ในเขตอำนาจของศาลเพชรบุรี เพื่อควบคุมตัวตามอำนาจฝากขังของศาลเพชรบุรี

  • มีการนำตัวบุคคลที่ถูกจับมาที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยฮอลิคอปเตอร์
  • ต่อมามีการปิดกั้นไม่ให้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นญาติ ตั้งแต่เวลา 10.00
  • เวลา 10.00-14.00  มีความวุ่นวายเกิดขึ้น และหนักขึ้นเมื่อการเจรจาให้ญาติของเข้าพบผู้ถูกจับจากใจแผ่นดินไม่ได้
  • เวลา 14.00  มีทนายอาสาสมัครของมูลนิธิฯ และเป็นตัวแทนของสมาคมฯ ได้เดินทางไปถึงหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ได้แสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวทนายความแต่ไม่สามารถเข้าไปให้คำปรึกษากับผู้ถูกจับทั้งหมดได้ หรือแม้แต่การนำเสนอชื่อและจะติดตามเข้าไปพร้อมญาติก็ไม่สามารถดำเนินการได้
  • เวลา 17.00 น ชาวบ้านถูกนำถึงรถราชการไปยังเรือนจำเขากลิ้ง จำนวน 22 คน โดยมีการแยกหญิงและเด็ก และบุคคลที่ไม่มีหมายจับให้เดินทางกลับบ้านได้  บุคคลจำนวน 20 คนถูกกร่อนผมในเรือนจำเขากลิ้ง อีกสองคนคือผู้อาวุโสสองคนที่มีผมยาวตามวิถีดั้งเดิมและมีผ้าพันศีรษะอยู่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกร่อนผมหลังจากชาวบ้านได้ร้องขอ

ปากคำของชาวบ้านบางกลอยที่ถูกจับกุม เมื่อได้พบกับชาวบ้านหลังการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2564

          ผู้ต้องหา 22 รายได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค. 2564 โดยมีเงื่อนไขไม่ให้กลับขึ้นไปยังพื้นที่บางกลอยบนและต้องรายงานตัวกับผู้นำชุมนุนทุกๆ 12 วัน

  • เอกสารที่จนท.ตระเตรียมได้มีมาให้ลงลายมือชื่อโดยการประทับลายนิ้วมือโดยไม่ได้มีการถามตอบ
  • จะมีทนายความร่วมอยู่หรือไม่ไม่ทราบ
  • มีการจัดเก็บน้ำลาย (ด้วยไม้พันสำลีทั้งจากแก้มซ้ายและขวา)
  • มีการจัดเก็บเส้นผมใส่ในถุงพลาสติก
  • มีการเจาะเลือดบนนิ้วใดนิ้วหนึ่ง
  • มีการลงลายมือชื่อในเอกสารที่ไม่ได้อ่าน
  • การเก็บดีเอ็นเอเก็บทั้งผู้ใหญ่ หญิง เด็ก รวมแล้วกว่า 80 กว่าคน
  • ไม่มีการอ่านเอกสารให้ฟังเพื่อให้เข้าใจก่อนลงลายมือชื่อ ในเอกสารหรือในกล่องบรรจุหลักฐานทางพันธุกรรม
  • ชาวบ้านเกือบทั้งหมดไม่สามารถพูดภาษาไทยได้
  • บางคนพูดได้แต่ก็ไม่สามารถอ่านเอกสารภาษาไทยได้ให้เข้าใจ
  • แต่ละคนจะถูกพาไปที่ละขั้นตอนให้เดินต่อๆๆ กัน  โดยไม่เข้าใจและไม่สามารถปฏิเสธได้
  • ทุกคนที่สัมภาษณ์เซ็นเอกสารหรือประทับลายนิ้วมือเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ครั้งโดยไม่ได้อ่านและไม่เข้าใจเอกสาร
  • จะเป็นเอกสารยินยอมการตรวจสารพันธุกรรมหรือไม่ก็ไม่ข้าใจ
  • จะเป็นเอกสารยอมรับสารภาพตามข้อกล่าวหาก็ไม่รู้
  • จะเป็นเอกสารเรื่องการขอฝากขังหรือไม่ชาวบ้านก็ไม่รู้

ในชั้นตอนการสั่งฟ้องหรือฝากขัง

  • ชาวบ้านจำนวน 22 คนถูกนำตัวขึ้นรถไปโดยตอนแรกจะไปทีสภอ.แก่งกระจาน ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายต่อมาบอกว่าจะพาไปที่ศาลเพชรบุรีเพื่อสั่งฟ้องต่อศาลแล้วจะมีการประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ 60,000 บาทต่อคน
  • ต่อมาเวลาประมาณ 17.00-18.00 เริ่มมีการนำชาวบ้านขึ้นรถไปเรือนจำเขากลิ้ง โดยไม่ต้องนำตัวไปศาลฯ

สภาพในเรือนจำ

  • พบว่าเรือนจำเขากลิ้งเป็นเรือนจำเพื่อรองรับผู้ต้องขังสิ้นสุดจะออกจากการควบคุม เป็นเรือนจำเกษตร
  • มีการโกนผมผู้ต้องขังทุกคนตามหมายจับที่ไม่ได้รับการประกันตัว
  • ยกเว้นชาวบ้านสองคนที่ระบุว่าตนไม่ต้องการโกนศีรษะ
  • ผู้ต้องขังหญิงที่มีบุตรเล็กไม่สามารถนำบุตรอายุไม่ถึงหนึ่งปีเข้าไปด้วยได้ จึงมีภาวะที่เด็กร้องไห้และแม่ที่ต้องให้นมมีความเจ็บปวดจากนมที่คัดเต้า จนต้องบีบนมใส่ขวดไว้ได้จำนวนมากแต่ไม่สามารถส่งมอบให้ลูกได้
  • ที่เรือนจำไม่มีน้ำดื่มเป็นเฉพาะ ต้องดื่มน้ำจากห้องน้ำ มีความยากลำบากมาก

ต่อมาเมื่อวันนี้ (26 มี.ค. 2564) เวลา 8.30 น. ณ สภ.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ชาวบ้านบางกลอย จำนวน 7 คน ได้เดินทางจากหมู่บ้านบางกลอยล่าง ระยะทาง 30 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงเพื่อเข้ามอบตัวตามหมายจับ ภายหลังได้รับหมายจับจากศาลเพชรบุรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2564 ที่ผ่านมา เป็นผลให้ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2564 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสนธิกำลังเข้าจับกุมชาวบ้านบางกลอยทั้งหมด 87 คน ก่อนจะจับกุมชาวบ้านที่มีอยู่ในรายชื่อหมายจับจำนวน 22 คน จาก 30 คน และฝากขังในเรือนจำกลางจังหวัดเพชรบุรี พร้อมทั้งโกนศีรษะ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 7 มี.ค. 2564 หลังเข้ามอบตัว ได้เข้ารับข้อกล่าวหาว่า ชาวบ้านละเมิด มาตรา 19 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 41 และ 42 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สี่ถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนถึงสองล้านบาท

เมื่อกลไกทางปกครอง ก็ไม่มีใครคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงบางกลอย

          ระหว่างวันที่ 9 มี.ค. 2564 คือวันแรกที่ชาวบ้านจำนวนกว่า 50 คน ได้เดินเท้าขึ้นไปบนพื้นป่าบางกลอยบ้านบ้านเกิดและที่ทำกินของบรรพบุรุษ มีความพยายามในการดำเนินการทางปกครองเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ลำดับเหตุการณ์นี้เป็นบันทึกเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงว่ากลไกทางปกครอง ก็ไม่มีใครคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงบางกลอย

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2564 ช่วงเช้า นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปกครอง พัฒนาความมั่นคงมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปในพื้นที่โป่งลึก-บางกลอย ก็มีการเปิดภาพไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านแผ้วถาง เปิดเผยข้อมูลการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดูยังไงก็ไม่เป็นความจริง อ้างว่าแก้ปัญหาให้หมดแล้ว และพยายามเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านกลับลงมา

วันที่ 28 ม.ค. 2564 นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยคณะข้าราชการ ทส.นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ตรวจพื้นที่ป่าใจแผ่นดิน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อสำรวจพื้นที่ภายหลังจากที่ชาวบ้านบางกลอยอพยพกลับไปอยู่ในหมู่บ้านดั้งเดิมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม หลังจากนั้นทั้งหมดได้เดินทางมายังหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย โดยได้ประชุมร่วมกับชาวบ้านประมาณ 150 คน และนายประยงค์ ดอกลำใย ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นายจงคล้าย พยายามชี้แจงว่าอย่าไปพูดถึงอดีต และเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านลงมา จะจัดหาที่ให้ ระหว่างรอจัดหาที่จะหางานให้

วันที่ 2 ก.พ. 2564 ช่วงเช้า รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล และคณะ ได้เข้าไปในพื้นที่บ้านบางกลอยล่าง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับแกนนำชุมชนและญาติของชาวบางกลอยล่างที่กลับขึ้นไปบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน แต่ปรากฏว่าท่าทีของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดีขึ้น และมีการข่มขู่ชาวบ้านว่าหากไม่ลงมาจากบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน จะมีการดำเนินคดี

ในวันเดียวกัน 2 ก.พ. เวลาประมาณ 19.00 น. ได้รับรายงานจากชุมชนว่า ชุดลาดตระเวนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านบางกลอยล่างเตรียมพร้อมจะเดินขึ้นไปใจแผ่นดินในวันพรุ่งนี้เช้า เป้าหมายเพื่อเจรจาให้ลงมา หากไม่ลงมาจะขึ้นไปดำเนินคดีอีกครั้งหนึ่ง

ในระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. 2564 ชาวบ้านบางกลอยได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยด้วยว่า มีการห้ามไม่ให้ส่งข้าวสารและข้าวทำพิธีกรรม ในวันที่จะมีกิจกรรมการทำขวัญข้าว และมีการขู่ว่าจะไม่ให้สัญชาติ หรือชักชวนให้เดินทางลงมาเพื่อให้ดำเนินเรื่องสัญชาติในทันที ถ้าไม่ลงมาก็จะไม่ได้สัญชาติ เป็นต้น หรือกรณีที่มีใบปลิวเผยแพร่ในวันที่ 3 ก.พ. และ วันที่ 5 ก.พ. มีข้อความและรูปแบบที่ทำให้เกิดความหวาดกล้ว จากการข่มขู่ว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ปรากฎการณ์ #Saveบางกลอย ของคนรุ่นใหม่

การชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพในนาม #Saveบางกลอย สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในการเรียกร้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย  เริ่มจากเมื่อในวันที่ 5 กุมภาพันธ์  2564 มีการจัดกิจกรรมหน้า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กลุ่มเยาวชนได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนา “คืนศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้กะเหรี่ยงใจแผ่นดิน” และต่อมาได้มีการประกาศชุมนุมในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ โดยจะมี ชาวกะเหรี่งบางกลอยบางส่วนจะขึ้นมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล  ทำให้เกิดข้อตกลงเป็นเอกสารการลงนามร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกจากบางกลอย จะไม่มีการคุกคามพี่น้องบ้านบางกลอยลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564

แต่เมื่อมีข่าวมาจากในพื้นที่ว่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เริ่มมีการติดตามและกดดันชาวบ้านบางกลอยให้อพยพกลับลงมายังพื้นที่บางกลอยล่างที่ชาวบ้านระบุว่าไม่สามารถทำกินได้และไม่ยินยอมที่จะเดินทางกลับลงมา แม้ส่วนหนึ่งจะถูกกดดันและกลับลงมา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564  ภาคี saveบางกลอยเริ่มประกาศนัดชุมนุมครั้งแรกที่บริเวณแยกปทุมวัน กรุงเทพฯหลังจากเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคง ทหาร-ตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นไปบนพื้นที่บางกลอยบน ในยุทธการพิทักษ์ต้นน้ำเพชร และต่อมาในวันที่ 5 มีนาคม 2564 ก็โดยสนธิกำลังทหาร-ตำรวจ มากกว่า 100 นาย และใช้เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ ในการบุกไปจับตัวชาวกะเหรี่ยง ที่อยู่ในเขตใจแผ่นดิน และบางกลอยบน ลงมาที่ภาคพื้นด้านล่าง สุดท้ายก็ลำเลียงชาวบ้าน 85 คนลงมาได้สำเร็จ

กิจกรรม #Saveบางกลอยมีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับทั้งในสื่อออนไลน์และการปักหลักชุมนุมเรียกร้องสิทธิให้กับชาวกะเหรี่ยงโดยการชูประเด็นเรื่องพาชาวบางกลอยกลับบ้าน โดยมีดารา นักร้องมาปราศรัยและแสดงความเห็นสนับสนุนวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล การชุมนุมติดต่อกันเกือบสองเดือนสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ  ชาวบ้านบางกลอยได้เข้ามาร่วมชุมนุมด้วยตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2564 ภาคี #Saveบางกลอย ได้ส่งชาวบ้านบางกลอยเดินทางกลับบ้าน หลังจากรัฐบาลได้ลงนามใน 4 ข้อเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามที่ชาวบ้านบางกลอยเสนอผ่าน ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลถูกส่งต่อให้หมู่บ้านทะลุฟ้า และต่อมารัฐบาลก็เลือกจะใช้ความรุนแรงอีกครั้ง โดยเมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 29 มีนาคม หลังจากการเข้ากระชับพื้นที่ทั้งทางฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ และสะพานอรทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ที่อยู่ในพื้นที่ได้ทั้งหมด 64 คน ไปสอบสวน กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) จ.ปทุมธานี ไปดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นอันยุติการชุมนุมเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของชาวบ้านบางกลอยที่ถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ต่อไป

            ข้อเรียกร้องของชาวบ้านบางกลอยบนทั้ง 4 ข้อ จะได้รับการแก้ไขได้อย่างไรหากเมื่อกฎหมายบ้านเมือง ทำร้ายกะเหรี่ยงบางกลอย

  1. ให้ชาวบ้านกลับไปได้ดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ ขอแนวทางที่ชัดเจน ทางกรมฯ บอกว่าไมได้ ติดคำพิพากษาศาลไม่ได้ผูกพันคนที่ฟ้องคดี ไม่เช่นนั้นกรมอุทยานจะต้องจ่ายทั้งหมดทุกคนที่ถูกเผา
  2. ยุติการใช้กำลังจุดตรวจ ลาดตระเวณ การข่มขู่คุกคามยังคงเกิดขึ้น อยากให้ลงพื้นที่ไปด้วยกันในวันที่ 19 ก.พ. 2564
  3. ยุติการขัดขวางการนำข้าวเข้าสู่บ้านบางกลอยบน ร้านค้าไม่ยอมขายให้ถูกสกัดไม่ให้ขายเพราะจะเอาเสบียงไปทำลายป่า
  4. ให้รัฐบาลปฏิบัติตามมติครม. 3 ส.ค. 2553 เราได้นำเสนอตลอดว่า เราต้องใช้มติครม.นี้บูรณาการให้กับม.64 รัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน
  5. ให้ชาวบ้านที่ประสงค์จะอยู่บางกลอยล่างให้ดำรงชีวิตอยู่โดยจัดสรรที่ตามความเหมาะสม

อ่านฉบับเล่มวารสารได้ที่:

%d bloggers like this: