แถลงการณ์ขอให้รัฐไทยชะลอการดำเนินคดีกับชาวบางกลอย-ใจแผ่นดิน โดย เฌอเอม – ชญาธนุส ศรทัตต์ นักกิจกรรมส่งเสริมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์

  • ความเดิมตอนที่แล้ว: เหตุการณ์วันที่ 5 มีนาคม 2564
  • ว่ากันด้วยปัญหาจากการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม
  • วาทกรรมเกลียดชัง: ความกดทับซ้ำซ้อนกับบุคคลนอกอัตลักษณ์ความเป็นไทย
  • เมื่อแข็งข้อต้องกำราบ: แนวคิดการจัดการปัญหาในมุมมองของทหาร

เรียบเรียงโดย ชญาธนุส ศรทัตต์ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ความเดิมตอนที่แล้ว: เหตุการณ์วันที่ 5 มีนาคม 2564

ครั้งสุดท้ายที่เราพบกันคือเมื่อเดือนมีนาคม ตอนนั้นดิฉันเล่าให้พวกคุณฟังว่าบางกลอย-ใจแผ่นดินคืออะไร ชาวบ้านที่เป็นพี่น้องปกาเกอะญอของพวกเราต้องการอะไร วันนี้ดิฉันจะมาเล่าให้คุณฟังว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับอะไรบ้าง

ดิฉันจะขอย้อนไปเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนเข้าใจพร้อมๆ กัน เมื่อต้นปี 2564 นี้ ปีที่ 25 ของการต่อสู้ ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจเดินทางกลับไปยังพื้นที่บางกลอยบน เนื่องจากปัญหาปากท้องที่ได้รับกระทบจากโรคระบาดโควิด 19 และการเกษตรที่ไม่ให้ผลผลิตใดๆ ซึ่งมีมาเป็นเวลานานแล้ว เจ้าหน้าที่สนธิกำลังไปที่บางกลอยบนเพื่อควบคุมตัวชาวบ้านและกวาดต้อนลงมาได้ทั้งหมด 85 คน มี 30 คนที่ต้องโทษหนัก ตามหมายจับข้อหา “บุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง กระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิมแก่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งอาจต้องระวางโทษจำคุกถึง 4-20 ปี และปรับ 4 แสนถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พวกคุณคงจำประเด็นเรื่องการถือครองที่ดินได้ว่า ชาวปกาเกอะญออาศัยทำกินในพื้นที่บางกลอย-ใจแผ่นดินมาก่อนที่จะมีการประกาศพระราชบัญญติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญติป่าสงวนแห่งชาติและกฎหมายป่าไม้ฉบับแรก

คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่าชาวกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดินคือชนเผ่าพื้นเมืองที่ถือกำเนิดและตั้งรกรากในผืนป่าแก่งกระจาน ที่ผืนป่าสามารถรักษาการเสื่อมสภาพของหน้าดินเอาไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเพราะภูมิปัญญาการบริหารทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบไร่หมุนเวียน ดังนั้นข้อกล่าวเบื้องต้นจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทว่า ระหว่างการควบคุมตัวมีบรรยากาศที่ตึงเครียดและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ทนายความที่ชาวบ้านไว้วางใจและญาติเข้าพบ ชาวบ้านหลายคนไม่เข้าใจภาษาราชการและล่ามของทางอุทยานไม่ได้แปลให้เข้าใจ ผนวกกับการที่ไม่เข้าใจกระบวนการ อุปสรรคดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องรับสารภาพข้อกล่าวหา ส่งผลให้ 22 คน ถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุและต้องถูกฝากขังทันที พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิโดยชอบธรรมที่ผู้ถูกจับกุมพึงมีในการพูดคุยกับทนาย และเป็นการใช้ช่องโหว่โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพในการสื่อสารและทำความเข้าใจข้อกฎหมายของชาวบ้าน

แม้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะได้รับการปล่อยตัว แต่ก็แลกมากับเงื่อนไขว่า “ห้ามผู้ต้องหากลับเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกจับ และพื้นที่อุทยานที่ไม่ได้รับอนุญาต”

คราวที่แล้วระหว่างวันที่ 7 – 16 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ชาวบ้านปักหลัก ณ สะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อเจรจาให้เกิดการแก้ไขปัญหา ก็ได้รับการตอบรับจากภาครัฐในข้อตกลงชะลอการดำเนินคดีใดๆ เอาไว้ก่อน หลังจากนั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมทั้งการพัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอย โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

ที่ประชุมคณะกรรมการ มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา 5 ชุด ได้แก่ 1. คณะอนุกรรมการศึกษาประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชุมชน และผลกระทบจากการประกาศอุทยานแห่งชาติ และการอพยพชุมชน 2. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากฎหมาย 3. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความ 4. คณะกรรมการศึกษาแนวทางและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สัตว์ป่า และการให้การบริการทางนิเวศน์  กรณีการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินที่บางกลอยบน และ 5. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านบางกลอยล่าง

แม้ว่าจะมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังเกิดการโจมตีภาพลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงด้วยการใช้กลยุทธ์ทางสื่อ ที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน นอกจากทิศทางการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่ การกระพือข้อมูลดังกล่าวเสริมสร้างอคติและความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์อยู่เรื่อยๆ ภาครัฐพยายามผลักให้ชนพื้นเมืองที่เป็นคนชายขอบอยู่แล้ว ต้องกลายเป็นจำเลยของสังคมจากการผลิตซ้ำภาพจำเดิมๆ ในแง่ลบ เพื่อให้ประชาชนที่ไม่สนใจและไม่เข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์อยู่แล้ว เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องบางกลอย ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาไม่มีคุณค่าพอที่จะได้รับสิ่งที่เรียกร้อง นั่นก็คือ บ้าน

ว่ากันด้วยปัญหาจากการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

เมื่อวานนี้ชาวบ้าน 28 คนได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนให้ไปพบที่สภ.อำเภอแก่งกระจาน เพื่อรับทราบข้อหาเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 54 , 72 ตรี วรรค 55 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 14,31 และ พ.ร.บ.อุทยาน มาตรา 40 ส่วนแพ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะนำส่งฟ้องต่ออัยการในวันที่ 28 พ.ค.ที่จะถึงนี้ แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงชะลอการดำเนินคดีที่ภาครัฐกระทำร่วมกับชาวบ้านไม่ได้รับการรักษาแม้แต่น้อย

และจนถึงวันนี้ 25 พฤษภาคม 2564 คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากฎหมายและคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความก็ยังไม่มีการประชุม อ้างว่าสถานการณ์โควิด-19 แต่กลับมีการปล่อยให้กระบวนการทางคดีดำเนินต่อมา

หากคุณมองไม่เห็นปัญหาในประเด็นนี้ ดิฉันก็จะเล่าให้ฟังว่าทำไมการชะลอการดำเนินคดีต่อชาวบ้านจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดในขณะนี้

  1. ภาครัฐและชาวบ้านตระหนักดีว่าทั้งสองฝ่ายมีต้นทุนทางกฎหมายไม่เท่ากัน รัฐไม่สามารถลงมาถกเถียงกับกลุ่มคนที่ถูกผลักติดชายขอบซ้ำซ้อนกันหลายวง เช่น ชาวปกาเกอะญอ ได้ วิธีที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถเจรจาแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องให้มีคณะกรรมการช่วยเหลือชาวบ้านในด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้พวกเขาขจัดปัญหาเดิมในการเป็นพลเมืองชั้นรองในโครงสร้างทางกฎหมายออกไปก่อนและมีสิทธิในการเรียกร้องอย่างเต็มที่ ในการนี้จะต้องให้อนุกรรมการทั้งสองชุดได้ทำงานโดยมีความก้าวหน้าซึ่งเป็นรูปธรรมก่อน
  2. เราจำเป็นต้องมองกฎหมายด้วยเลนส์ของมนุษยธรรมด้วย ไม่เพียงแค่บทลงโทษและช่องโหว่ที่มีโอกาสหยิบฉวยมาใช้เท่านั้น ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายนิติธรรมต่อบุคคลทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้มีอำนาจไปจนถึงบุคคลยากไร้หรือไม่ ปัญหาตั้งต้นในกรณีบางกลอย-ใจแผ่นดินก็มาจากมุมมองของรัฐในการถือครองทรัพยากร ที่ไม่ให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและบริหารพื้นที่ทำกิน ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศน์และการปรับเปลี่ยนนโยบาย ดังนั้นการกระหน่ำบังคับใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงเหตุแห่งปัญหา จึงเป็นการละเลยความเป็นจริงของปัญหาชาติพันธุ์
  3. พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี 2562 เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ทับซ้อนที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยและผืนป่าชุมชน แต่เนื้อหาภายในก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาความขัดแย้งและส่งเสริมให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังมีบทลงโทษที่รุนแรงและเพิ่มอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ มากขึ้น ในเมื่อแก่นสารส่วนหนึ่งของกฎหมายระบุว่าคุณค่าของประชากรสำคัญเท่าๆ กับคุณค่าของผืนป่า เราอาจจะต้องทบทวนว่าแนวทางการจัดการป่า โดยเฉพาะหลังยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าการจัดการด้วยแนวคิดทางทหารมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่? และประสิทธิภาพนั้นหมายรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรด้วยหรือเปล่า? จุดนี้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรจะมีสิทธิออกเสียงอย่างเสมอภาค เราควรจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในธรรมชาติ แต่ทำไมต้องแบ่งแยกพื้นที่ในประเทศเป็นส่วนที่มีแต่ธรรมชาติและอีกส่วนที่มีแต่ประชากรด้วย?  ดิฉันเห็นชุมชนในเมืองใหญ่ที่ยังมีพื้นที่ทางธรรมชาติเหลืออยู่บ้างและมีระบบนิเวศน์ในตัวเอง ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่เราหลับตาต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติหนาแน่น เพื่อจะรักษาผืนป่าและผืนน้ำ ให้ตนเองยังได้เสพได้กินจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกจำกัดให้ผู้มีอำนาจและคนเมือง เหตุใดเราถึงไม่หันมาขยายพื้นที่นิเวศน์ของตนเองบ้าง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจึงไม่แก้ปัญหาด้วยการกวาดต้อนชนพื้นเมืองให้ออกจากป่าและพื้นที่ทางธรรมชาติอื่นๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ดิฉันคงต้องถามคุณกลับว่า ทำไมคุณถึงยังนั่งอยู่ในบ้านของตนเองอีก? คุณไม่สามารถกำจัดควันโดยไม่ดับไฟได้ฉันท์ใด ก็ไม่สามารถกำจัดปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนโดยไม่แก้ไขฉันท์นั้น
  4. ชาวบ้านไม่มีสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการถูกกีดกันทางสังคมและเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงไม่สามารถต่อสู้ทางกฎหมายได้เท่าๆ กับพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสัญชาติ การเดินทาง ค่าใช้จ่าย การถูกเลือกปฏิบัติ แนวคิดของกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ปกป้องกลุ่มคนชายขอบและการถูกลดทอนปัญหาจากสายตาของคนนอก เกิดเป็นการจำกัดศักยภาพและพื้นที่ในการได้รับความยุติธรรมของพวกเขา ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายสิทธิชนพื้นเมืองหรือสภาชนเผ่า หรือกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เหมือนเช่นประเทศอื่นๆ ดังนั้นเมื่อถูกละเมิดสิทธิดังกล่าว พวกเขาจึงไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายในการคุ้มครองและรองรับสิทธิของตนเอง นี่เป็นปัญหาที่ชนพื้นเมืองทั่วประเทศประสบร่วมกัน

วาทกรรมเกลียดชัง: ความกดทับซ้ำซ้อนกับบุคคลนอกอัตลักษณ์ความเป็นไทย

หลายๆ คนที่มาวันนี้ คงจะเคยได้ยินชื่อของพะตี่หน่อแอะ มีมิ มาก่อนแล้ว พะตี่อายุมากแล้ว เป็นอัมพฤกษ์ท่อนล่างจึงเดินไม่ได้ และเป็นกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ เป็นคนชายขอบทับซ้อนกันถึงสามวงและเป็นหนึ่งในผู้ถูกดำเนินคดี ทั้งหมด 7 ข้อหา จากกฎหมายถึง 3 ฉบับ

นอกเหนือจากข้อจำกัดสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียม ดังที่พึ่งจะอธิบายไป พะตี่ยังมีความข้อจำกัดทางร่างกายและเป็นกลุ่มเปราะบางต่อการติดโรคระบาด มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า กลุ่มชนพื้นเมืองที่แยกขาดจากโลกภายนอกจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากคนในสังคมเมือง

พะตี่และชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดินกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ที่ดินทำกิน ถูกเลิกจ้างงาน ถูกกดทับจากเจ้าหน้าที่ และตกเป็นจำเลยสังคม ถูกทอดทิ้งโดยหน่วยงานรัฐที่ปล่อยให้พวกเขาถูกดำเนินคดีโดยไม่รักษาข้อตกลง และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคระบาดมากกว่าคนในเมือง เหตุผลเหล่านี้ทำให้พวกเขายากจน ขาดสวัสดิภาพและอิสระในการใช้ชีวิต

แต่สิ่งที่คนส่วนมากมองเห็นพี่น้องชาวกะเหรี่ยงคือ พวกเขาจนเพราะเป็นคนขี้เกียจ ไม่มีความรู้เลยไม่เข้าใจความเจริญ ชอบหาเงินง่ายๆ ด้วยการทำอาชีพผิดกฎหมาย งอมืองอเท้ารอคนไปบริจาคทำบุญ เป็นคนต่างด้าว ไม่ใช่คนไทย ตัดไม้ทำลายป่าและค้ายาเสพติด ส่วนคนสูงอายุที่เป็นผู้พิการคนหนึ่งก็เป็นแค่เครื่องมือเรียกความสงสาร เพื่อให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถเห็นแก่ตัวได้มากขึ้นเท่านั้น

นี่เป็นอคติทางชาติพันธุ์ที่ถูกผลิตซ้ำจากสื่อและการสร้างข่าวที่มุ่งโจมตีความเป็นมนุษย์ของชาวกะเหรี่ยง ผสานกับมุมมองของคนเมืองที่มีฐานะในระดับหนึ่งซึ่งมักจะเห็นชนพื้นเมืองเป็นแค่ 2 แบบเท่านั้น

แบบแรกคือ ความโรแมนติกของชีวิตชนบทที่ไม่มีใครต้องการความสะดวกสบาย และไม่มีความยากลำบาก ทุกคนอยู่อย่างพอเพียง โดยไม่มีอัตลักษณ์ในปัจเจกนอกจากภาพจำของชนเผ่านั้นๆ

แบบหลังคือ เป็นกลุ่มคนที่สร้างแต่ปัญหา ไม่มีคุณค่าและไม่มีความพยายาม ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือเพราะเป็นศัตรูของคนไทยและนิยมแต่ความรุนแรง

การตีความสุดโต่ง 2 แบบนี้แสดงถึงอิทธิพลการกระจายแนวคิดของคนเมืองในพื้นที่ศูนย์รวมอำนาจ ที่ใช้มุมมองของตนตัดสินชนพื้นเมืองและนำไปประชาสัมพันธ์ต่อๆ กัน โดยไม่มีเสียงที่แท้จริงของชาวบ้านดังออกมาจากการโฆษณานั้นๆ เลย พวกเขาถูกสื่อสารในแบบที่คนนอกเข้าใจ แต่ไม่ใช่แบบที่ชาวบ้านอยากให้คนอื่นเข้าใจ เมื่อมายาคติทับถมกันมากๆ เข้า จึงเกิดเป็นความเชื่อฝังหัวว่าภาพลักษณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่จริง ถูกต้อง และต้องเป็นเหมือนๆ กันหมด เมื่อชาวบ้านพยายามแก้ไข้ความเข้าใจผิดจึงถูกเหยียดหยามว่าไม่มีความรู้และเป็นการแก้ตัว

เรื่องตลกก็คือคนบางคนที่เชื่อในภาพเชิงลบไม่เคยเจอหรือใกล้ชิดกับชาวกะเหรี่ยงสักคนเดียว แต่เขากลับมีภาพในสมองที่ชัดเจนมาก ทั้งภาพต่อบุคคล สถานที่และพฤติกรรม อุปนิสัย เมื่อย้อนไปค้นดูว่าจุดเริ่มต้นของความเชื่อนี้มาจากที่ไหน ก็จะได้เพียงเห็นภาพต่างๆ ผ่านตาและนำมาร้อยเรียงเองจากสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น

พวกเขามีบ้านเหมือนกับเรา มีครอบครัวเหมือนกับเรา มีชุมชนเหมือนกับเรา เมื่ออดอยากก็หิว เมื่อได้กินจึงอิ่ม เมื่อถูกทำร้ายก็รู้สึกเจ็บ เมื่อมีความปลอดภัยจึงนอนหลับได้สนิท ทั้งหมดนี้มนุษย์คนอื่นก็คงจะเข้าใจเหมือนกันไม่ใช่หรือ? เพียงเพราะว่าสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เขาเป็นอยู่แตกต่างจากเมืองของพวกเรา ชาวกะเหรี่ยงจึงไม่ใช่คนอย่างนั้นหรือ?

ดิฉันลองคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าหากเมื่อ 200 ปีก่อน ชาวบ้านตัดสินใจสร้างอำเภอขึ้นมาบนพื้นที่บางกลอย-ใจแผ่นดินจริงๆ ตอนนี้ก็คงจะเจริญเป็นจังหวัดบางกลอยไปแล้ว เมื่อเป็นอย่างนั้นจะมีคนขับไล่เขาออกมาอย่างทุกวันนี้รึเปล่า? ดิฉันนึกภาพที่คนไทยแห่แหนและรุมสาปแช่งเพื่อให้คนกรุงเทพออกจากกรุงเทพไม่ได้เลย คุณอาจจะบอกว่ากรุงเทพเป็นเมืองหลวงที่สำคัญสำหรับคุณ บางกลอย-ใจแผ่นดินก็เป็นชุมชนที่สำคัญสำหรับชาวปกาเกอะญอเหมือนกัน

ด้วยเหตุผลที่ว่าพื้นที่อื่นในประเทศไทยสูญสิ้นผืนป่าไปเร็วกว่าและเข้าหาเทคโนโลยีมากกว่า ไม่ได้ทำให้ประชากรที่เกิดมาในความเจริญเหล่านั้น มีสิทธิฉกฉวยพื้นที่ป่าของชนเผ่าพื้นเมือง เพียงเพราะหวาดกลัวต่อผลกระทบทางธรรมชาติที่พวกตนเองได้สร้างไว้ก่อนหน้านี้

เราไม่สามารถอยู่โดยปราศจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจได้ ชาวกะเหรี่ยงก็ไม่สามารถอยู่โดยปราศจากระบบนิเวศน์ป่าได้เช่นกัน

เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนเมืองก็คือคนเมือง คนดอยก็คือคนดอย ที่ป่าเขายังสมบูรณ์อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพราะว่าพวกเขาอยากจะอยู่ในป่าที่มันเป็นป่าจริงๆ เขาไม่ได้รักษาเอาไว้ให้ใครมาใช้ประโยชน์โดยการกดขี่ เขารักษาเอาไว้เพราะมันคือบ้านและจิตวิญญาณ

หากเราสามารถยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี้ได้ เราก็จะก้าวเข้าใกล้แนวคิดการจัดการทรัพยากรเพื่อส่วนรวมได้มากขึ้น ทุกวันนี้ส่วนรวมนั้นไม่ได้หมายรวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างเหมืองถ่านหิน หรือสูญเสียระบบนิเวศน์จากการสร้างเขื่อนเลยแม้แต่น้อย

แล้วทำไมเราถึงต้องจงเกลียดจงชังกับกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งถึงขนาดสนับสนุนให้พวกเขาตกระกำลำบาก อดตาย เรายอมให้มีคนทำร้ายคนพื้นเมืองได้ ยอมให้พวกเขาถูกไล่ที่ได้ ข่มขู่คุกคามทางวาจาและการแสดงออก ทั้งยังยอมรับการถูกอุ้มหายของชาวกะเหรี่ยง ชาวลาหู่และชาวมุสลิม

ทำไมเราจึงนิ่งเฉยกับพฤติกรรมที่มาจากความคิดอคติเหล่านี้ หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งเกิดจากความเกลียดที่ผู้กระทำมีต่อศาสนา เพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ กลุ่มก้อน หรือการเหมารวมอื่นๆ

หากมีคนโพล่งขึ้นมาว่าเขาสนับสนุนการทำร้ายชาวอัฟริกัน-อเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในประเทศอเมริกา หรือเห็นด้วยกับการทำร้ายชาวเอเชียเพื่อความสนุก คุณคิดว่าประเด็นนี้จะได้รับความสนใจจากสังคมมากน้อยขนาดไหน หากเทียบกับกรณีของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้อพยพชาวโรฮิงญา

มีความรุนแรงต่อชาติพันธุ์ทั้งหลายเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เราจะตื่นตัวขึ้นมากับกลุ่มที่ได้รับการยอมรับในโลกที่เจริญแล้วเท่านั้น เราอาจรู้สึกสงสารกับชนพื้นเมืองบางกลุ่ม ในฐานะเครื่องมือที่ให้เรากระทำความดีเพราะมุมมองที่อยู่สูงกว่า โดยเฉพาะการเรียกร้องที่นำโดยผู้มิทธิพลทางสังคมหรือบุคคลสาธารณะต่างๆ แต่เราก็ไม่ได้เข้าอกเข้าใจพวกเขา เราไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกเขาถึงมีปัญหา แต่เราสงสาร หลายๆ ครั้งเราออกมาเรียกร้องหรือ call out ให้กับการต่อสู้ทางเชื้อชาติ ทว่ากลับไม่เคยมองปัญหาชาติพันธุ์ในองค์รวม ว่า การเหยียดหยาม ถูกกดทับ ถูกเอาเปรียบ ถูกเบียดบัง และถูกป้ายสีด้วยมายาคตินั้นเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม

เหตุใดคุณถึงสนใจการความตายของจอร์จ ฟลอยด์ แต่ไม่สนใจความตายของบิลลี่ ทั้งที่ 2 กรณีนี้เกิดจากการใช้อำนาจโดยมิชอบธรรมและอคติที่เลวร้ายจนมองข้ามชีวิตของพวกเขา เพราะชาติพันธุ์เช่นเดียวกัน อาจเพราะคนอัฟริกัน-อเมริกันมีประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์มากกว่าอย่างนั้นหรือ? คุณรู้ไหมว่าในยุคหนึ่งก็ไม่มีใครเห็นความโหดร้ายที่ชาวยุโรปกระทำในการค้าทาสแม้แต่น้อย หากคุณเปิดใจรับฟังเสียงของชาวกะเหรี่ยงและชนพื้นเมืองอื่นๆ ก็จะได้รู้ว่าพวกเองก็มีความเจ็บปวดจากการถูกกดขี่อันไม่เป็นธรรมและแบ่งแยกเช่นกัน เพียงแต่ว่าคุณจะอยากฟังไหม? หรืออยากให้พวกเขาเป็นปีศาจในใจคุณไปตลอดกาล

ต่อให้คุณเชื่อว่าชาวกะเหรี่ยงเผาป่าและทำผิดกฎหมาย แต่มันไม่ได้ทำให้การอุ้มหายกลายเป็นสิ่งที่ถูก ไม่ได้ทำให้ดำเนินคดีบนช่องโหว่และการปิดปากชาวบ้านเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ในการเหมารวมจะไม่มีการแบ่งแยกประเด็นเกิดขึ้น หากคุณคิดว่ากลุ่มคนหนึ่งมีแค่สีขาวและสีดำ ไม่มีเฉดสีเทาของปัญหาและการต่อสู้อันละเอียดอ่อนอยู่ด้านใน คุณก็กำลังเหมารวมชนพื้นเมืองกลุ่มนั้นอยู่

ดิฉันของกล่าวตรงนี้ ด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่า ดิฉันมายืนพูดอยู่หน้าพวกคุณก็เพื่อสิทธิมนุษยชนที่พี่น้องชาวกะเหรี่ยงสมควรได้รับ แม้ว่าจะมีปัญหาด้านอื่นเกิดขึ้นจริง ซึ่งดิฉันก็พร้อมรับฟังผลการทำงานของคณะกรรมการและร่วมกันหาทางออก แต่ภาครัฐไม่สามารถใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ กระทำต่อพวกเขาทั้งกายและใจได้ ภาครัฐไม่สามารถตัดปัญหาด้วยการขังลืมชาวบ้านปกาเกอะญอด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เกินความจำเป็น คุณไม่สามารถบี้พวกเขาเหมือนกำจัดมดแมลงที่น่ารำคาญใจเช่นนี้

เมื่อแข็งข้อต้องกำราบ: แนวคิดการจัดการปัญหาในมุมมองของทหาร

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้ามามีบทบาทในปัญหาอุทยานฯ ทั้งที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาหรือสืบเสาะต้นตอให้ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ให้คำบอกเล่าในทิศทางชักจูงว่าพี่น้องกะเหรี่ยงนั้นเป็นผู้ก่อเหตุในกรณีที่เฮลิคอปเตอร์ถูกยิง เรายังไม่ทันเห็นหลักฐานที่ครบถ้วนของคดีนี้เลยด้วยซ้ำ ทว่าคนเสพย์สื่อก็เข้าใจไปแล้วว่าชาวบ้านครอบครองอาวุธและเลยเถิดไปจนถึงขั้นอาจเป็นผู้ก่อการร้าย ดิฉันไม่เห็นการแก้ปัญหานี้จากหน่วยงานรัฐไหนเลย ที่จะออกมาแถลงให้การยืนยันว่าชาวบ้านมิใช่ผู้ต้องหา

การละเลยกระแสความเกลียดชังที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพราะไม่ใส่ใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับผลกระทบอย่างไร เป็นเรื่องที่แสดงถึงมุมมองที่ภาครัฐในองค์รวมมีต่อชนเผ่าพื้นเมือง ว่าใครก็ตาม กลุ่มใดก็ตามที่มิได้มีความเป็นไทยอย่างที่รัฐบาลสถาปนา คนเหล่านั้นก็ไม่ใช่ประชาชนไทย ทั้งที่ความแตกต่างในวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นเรื่องปกติในทุกๆ ประเทศ

การส่งเสริมความเข้าใจผิดดังกล่าว เกิดเป็นมายาคติ 3 ข้อใหญ่ นั่นคือ กะเหรี่ยงไม่ใช่คนไทย ตัดไม้ทำลายป่าและเป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้เกิดความกังวลว่าจะซ้ำรอยกับเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดจากการต่อสู้ของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 67 ปีก่อน จนพัฒนามาเป็นความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม คนไทยเชื่อกันว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแต่ผู้ก่อการร้าย จนปัจจุบันความจริงในพื้นที่ยังได้รับการเปิดเผยออกมาเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับทุกอย่างที่ยังคงอยู่ในเงาอิทธิพลมืด เราเสริมวาทะกรรมนี้ด้วยการเรียกพวกเขาว่า “โจรใต้” ซ้ำแล้วซ้ำอีก กลายเป็นความเชื่อฝังหัวเด็กรุ่นหลัง คนไทยเกือบทั้งหมดไม่เคยรู้จักคดีการอุ้มหายของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา เมื่อ 67 ปีก่อน ที่เป็นสาเหตุของการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม และความโหดร้ายต่างๆ ที่กระทำต่อพี่น้องชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ เวลานั้น

ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน ต่อสู้กับการบังคับใช้กฎหมายและอคติที่ทำร้ายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขามา 25 ปีแล้ว พวกเขาจะต้องรออีกกี่ปีจึงจะได้รับความเป็นธรรม หรือว่าชาวกะเหรี่ยงและพื้นที่บางกลอย-ใจแผ่นดินจะกลายเป็นแค่กลุ่มโจรกระจอกในพื้นที่ป่า ที่เหลือชื่อแค่ในความทรงจำของคนที่กำลังอ่านข่าวนี้อยู่ จะต้องรอจนกว่าปัญหาและความขัดแย้งไม่สามารถสะสางได้อีกแล้ว จึงค่อยหาทางออกด้วยความรุนแรงหรือไม่?

ในเมื่อพวกเราทุกคนและพี่น้องชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดินมาอยู่ตรงนี้แล้ว จะไม่ดีหรือหากเราจะชะลอการดำเนินคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะกรรมการ แล้วร่วมกับรับฟัง แก้ไขและทำความเข้าใจปัญหาของแต่ละฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา พวกเรามาเพื่อแสดงเจตจำนงว่าเราเชื่อมั่นในคณะกรรมชุดนี้และประธานคณะกรรม คุณธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าจะช่วยเติมเต็มช่องว่างเชิงโครงสร้างในการต่อสู้คดีและทำให้พวกเรามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาบ้านอันเป็นที่รัก นั่นก็คือผืนป่าแก่งกระจาน

หากชาวบ้านและคณะกรรมการยังไม่สามารถพูดคุยกันได้ถึงประเด็นข้างต้น ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการแก้ไขปัญหาขึ้น และการเพิ่มข้อกล่าวหาให้ชาวบ้านในครั้งนี้จะกลายเป็นการปิดฉากทางออกของชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ทั้งยังเป็นการแสดงท่าทีเพิกเฉยต่อความยากลำบากของกลุ่มชนพื้นเมืองอื่นๆ ไปในตัว

นี่ไม่ใช่การแสดงออกเพื่อพี่น้องแต่เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อชนพื้นเมืองที่ประสบปัญหาทั้งหมด เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองได้

ความสำเร็จในการผสานวิถีชีวิตกะเหรี่ยงเข้ากับการจัดการอุทยานของคณะกรรมการชุดนี้ จะนำมาซึ่งสิทธิต่างๆ ที่กลุ่มชนพื้นเมืองและคนยากคนจนที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติไม่เคยได้รับ คณะกรรมการมีโอกาสในการปูทางการแก้ไขปัญหาไปสู่ความเท่าเทียมที่มากขึ้นของพลเมืองชาติพันธุ์ ซึ่งไม่เคยมีหน่วยงานทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและชัดเจนมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ก็อยู่ที่ว่าคณะกรรมการมองเห็นโอกาสนั้นสำคัญกับประชาชนหรือไม่?

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล:

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ 

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

%d bloggers like this: