สองแชะกับเสรีภาพในการสื่อสาร : ทัศนะทนายความต่อ คำชี้แจงของ กสทช. ในคดีตัดสัญญาณมือถือในพื้นที่จชต.

เรียบเรียงโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

จากกรณี เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้อง ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลาง กรณีถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ดผ่านระบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้าที่เรียกกันว่า “สองแชะ”

ยังผลให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้ลงทะเบียนตรวจสอบใบหน้าได้รับความเดือดร้อน เหตุสามารถไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้ แม้จะเคยผ่านการลงทะเบียนซิมการ์ดโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และใช้งานซิมการ์ดมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม ผู้ฟ้องคดีจึงถือว่า การเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น โดยศาลปกครองกลางรับฟ้องคดีแล้วส่งสำเนาคำฟ้องให้ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี

เป็นผลให้ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ถูกฟ้อง ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่จัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม มีหนังสือชี้แจงต่อศาลปกครองกลางถึง ประกาศ กสทช. เรื่องการลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2562 ว่าไม่ได้เป็นเหตุของการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเคยลงทะเบียนโดยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้แล้วแต่อย่างใด แต่การตัดสัญญาณในพื้นที่เกิดจาก กอ.รมน. ซึ่งไม่เกี่ยวกับ กสทช.

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในคดีนี้ ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากคำชี้แจงของ กสทช. สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า

  1. 18 เม.ย. 2557 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการ การให้อนุญาตและกำกับดูแลการใช้เลขหมายโทรคมนาคม โดยข้อ 25 วรรคหนึ่ง กล่าวว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดของผู้ใช้บริการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ประกอบด้วย ชื่อและที่อยู่ของผู้ใช้บริการ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัว เลขหมายที่ใช้บริการ วันเวลาที่เริ่มใช้บริการและยุติการใช้เลขหมาย และชื่อ-สถานที่ตั้งของผู้จัดจำหน่ายเลขหมาย และวรรคสอง กล่าวว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการต้องเป็นไปตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด
  2. . มีประกาศเพิ่มเติม เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มี.ค. 2562 ข้อ 3 กำหนดว่า “ผู้ใช้บริการ” หมายรวมทั้ง ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า (Pre-Paid) และเก็บเงินภายหลังจากการใช้บริการ (Post-Paid) ข้อ 6 กำหนดว่า หากผู้ใช้บริการปฏิเสธไม่ให้รายละเอียดและเอกสารหลักฐาน เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในการลงทะเบียน ผู้ให้บริการหรือจุดให้บริการสามารถปฏิเสธการลงทะเบียนผู้ใช้บริการได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ใช้บริการรับทราบ และข้อ 7 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า จุดบริการลงทะเบียน มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร รวมทั้งพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการด้วยความรอบคอบ เคร่งครัด รัดกุม
  3. ประกาศดังกล่าวนำมาสู่ การประชุมของ กสทช. ครั้งที่ 6/2562 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2562 และมีมติเรื่องแนวปฏิบัติการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยข้อ 4 กำหนดว่า วิธีการลงทะเบียนผู้ใช้บริการ เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคล ได้แก่ 4.1.1. การตรวจสอบด้วยลายนิ้วมือ (Finger Print) และ 4.1.2. การตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) โดยเมื่อเทียบข้อมูลที่ตรวจเก็บกับลายนิ้วมือและภาพใบหน้าของผู้ใช้บริการ ณ จุดลงทะเบียน หากมีความถูกต้องตรงกันจึงจะสามารถลงทะเบียนเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ดได้ และหากผู้ให้บริการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการด้วยระบบตรวจสอบอัตลักษณ์นอกเหนือจาก 2 วิธีข้างต้น ผู้ให้บริการจะต้องเลือกใช้ระบบที่เป็นมาตรฐานสากล โดยเสนอระบบระยะทดสอบให้ กสทช. พิจารณาความเห็นชอบก่อนนำไปปฏิบัติใช้จริง
  4. ต่อมา กอ.รมน.ภาค 4 ออกประกาศเรื่อง มาตรการการจัดระเบียบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใด้ ลงวันที่ 26 เม.ย. 2562 ข้อ 1 กำหนดว่า ขอความร่วมมือจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งใช้งานอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอนาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อย ที่ยังไม่ลงทะเบียนชิมการ์ดด้วยระบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้า ต้องไปแสดงตนพร้อมบัตรประชาชน ณ จุดลงทะเบียนของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. 2562 ถึงวันที่ 31 ต.ค. 2562 จากนั้น จึงมีประกาศแก้ไขเพิ่มเติม ลงวันที่ 1 ต.ค. 2562 เพื่อขยายระยะเวลาในการลงทะเบียนซิมการ์ดออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2563 และหากไม่ดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งหรือตามห้วงเวลา จะไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขนั้นได้
  5. จนกระทั่ง บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 093-xxxx-325 ได้ส่งข้อความมายังผู้ฟ้องคดี เพื่อแจ้งข้อขัดข้องและวันสิ้นสุดการใช้งาน โดยมีใจความว่า “หมายเลขของคุณใช้งานไม่ได้ชั่วคราว เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนชิมด้วยระบบยืนยันผู้ใช้งานในพื้นที่ชายแดนใต้ ภายใน 30 เม.ย. 63 เพื่อเปิดใช้งาน นำชิม+บัตร ปชช. ติดต่อ AIS Shop/เทเลวิซ/AISบัดดี้/ตัวแทน AIS หรือลงทะเบียนด้วยตนเองที่บ้าน กด *165*5* เลขบัตร ปชช. # โทรออก >รอรับSMS >ทำตามขั้นตอน หมายเลขจะใช้งานได้ภายใน 1 ชั่วโมง” เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการลงทะเบียนผ่านจุดให้บริการหรือลงทะเบียนด้วยตนเอง จนกระทั่งเลขหมายดังกล่าวถูกตัดสัญญาณโทรศัพท์
  6. กสทช. อ้างว่า “ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามกฎ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งไปยังบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ให้เปิดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 093-xxxx-325 เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีใช้งานต่อได้ เนื่องจากคำขอทุเลาดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีเป็นการขอทุเลาตามประกาศของ กอ.รมน.ภาค 4 ข้อ 11 ความว่า กำหนดให้การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องดำเนินการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและระงับเหตุการณ์ร้ายแรง มิใช่ตามประกาศของ กสทช. ที่เป็นข้อพิพาท”

ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำชี้แจงดังกล่าวของ กสทช. เป็นการอ้างเหตุผลที่ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของ กสทช. เอง เพราะ กสทช. เป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐที่มีความอิสระในจัดสรรคลื่นความถี่ มีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ การให้ใช้หรือตัดสัญญาณโทรศัพท์จึงต้องได้รับตรวจสอบและอนุญาตจาก กสทช. เท่านั้น โดยต้องคำนึงถึงเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  กสทช.จึงมีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มิให้เกิดการละเมิดเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ไม่ว่าจะเกิดจากการขอความร่วมมือของ กอรมน.ภาค 4 ต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องลงทะเบียนซิมการ์ดผ่านระบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้า ก็ตาม ทั้งหมดย่อมอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่การกำกับดูแลของ กสทช. เพื่อมิให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้มุมมองต่อคำชี้แจงของ กสทช. ว่า คำชี้แจงดังกล่าวแสดงถึงการปัดความรับผิดชอบ ไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่อันพึงกระทำเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารและการกระจายการบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึงและเท่าเทียมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้กำหนดบทบาทหน้าที่สำคัญดังกล่าวให้แก่ กสทช. ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำว่า “ขอความร่วมมือ” จากประชาชน ที่ กอรมน.ภาค 4 ให้ไปลงทะเบียนแบบสแกนใบหน้า ย่อมหมายถึง ต้องเกิดจากความยินยอมของประชาชนผู้ใช้บริการ ไม่ใช่การบังคับ แต่บริษัทผู้ให้บริการซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมโดย กสทช. ได้ทำการตัดสัญญาณโทรศัพท์ในกรณีตามที่ฟ้องคดีนั้น ถือเป็นการปัดความรับผิดชอบของ กสทช. ดังกล่าว ย่อมไม่ถูกต้อง โดยหลังจากนี้ ทนายความจะทำหนังสือยื่นต่อศาลปกครองกลาง เพื่อโต้แย้งคำชี้แจงของ กสทช. ต่อไป

มูลนิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมจับตากระบวนการยุติธรรมในคดีปกครองดังกล่าวนี้ เนื่องจากหากศาลปกครองมีคำสั่งให้ กสทช. มีความผิดฐานระงับสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับเลขหมายที่ไม่ได้ลงทะเบียนซิมการ์ดแบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้า จะเป็นผลให้ กสทช. ไม่สามารถละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านการบังคับยินยอมได้

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า กรณีการลงทะเบียนซิมการ์ดใหม่ผ่านระบบตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้า ซึ่งถูกบังคับใช้เฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติกับประชาชนบางพื้นที่ และสมควรจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีอีกเช่นกัน

#สองแชะอัตลักษณ์ #FacialRecognition #17ปีไฟใต้

%d bloggers like this: