สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ของกลุ่มราษฎร 2563 พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นักสิทธิมนุษยชน ที่มีประสบการณ์ช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยมาโดยตลอดและมีผลงานช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่า แม้ที่ประชุมรัฐสภาจะรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 และ 2 ที่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐบาลแล้วก็ตาม 

        แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ  การควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การปราบปรามด้วยการฉีดน้ำความดันสูง  การนำรถบัส รถตำรวจมาปิดกั้นช่องทาง การปะทะกับผู้ชุมนุม  การจับกุมแกนนำในที่ชุมนุมและตามที่ต่างๆ  หรือการเตรียมรับมือการชุมนุมโดยรอบสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่มีการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์  เป็นต้น  ทั้งหมดเป็นเพื่อปิดกั้นการชุมนุมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน   และอีกทั้งนายกรัฐมนตรีประกาศที่จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ทุกฉบับ ส่วนตัวมองว่า การใช้กฎหมายเหล่านี้ นับเป็นการใช้ความรุนแรงรูปแบบหนึ่งโดยรัฐ  ตั้งแต่มีรัฐประหารในปี 2557 รัฐบาลเผด็จการทหารอ้างว่าตนใช้กฎหมาย แต่กฎหมายพิเศษที่ร่างหรือประกาศขึ้นมาเอง    ที่ตามหลักการสากลในการใช้กฎหมายพิเศษหรือใช้ได้ในระยะสั้นควบคุมความขัดแย้ง  ไม่ใช่ใช้มาห้าหกเจ็ดปี  ในสามจังหวัดชายแดนใต้ทหารอ้างว่าต้องใช้กฎหมายพิเศษมา16 ปี 

         การชุมนุมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯรับไม่ได้กับอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน     เห็นได้ชัดว่าคนกรุงเทพ ไม่ยอมให้รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษเป็นเวลานาน  เห็นได้จากการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉินเพื่อควบคุมผู้ชุมนุมได้เพียง  7 วัน คือระหว่าง วันที่ 15-22 ตุลาคม ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินรุนแรง และมีการจับกุมผู้ที่เป็นแกนนำ และใช้อำนาจกว้างขวางหลายประการด้วยกัน 

        พรเพ็ญ ยังมองการใช้มาตรา 116  ข้อหายุยงปลุกปั่นไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ปราบปรามอาชญากรรมปกติ  ข้อหานี้เป็นข้อหาทางการเมือง และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลายเป็นอาชญากรทางการเมืองได้ โดยระบบกระบวนการยุติธรรมของไทยปัจจุบันที่ริเริ่มคดีที่ตำรวจ

          “การดำเนินคดีของตำรวจใช้ระบบกล่าวหา ที่ไม่มีการไต่สวน การรับแจ้งความ แจ้งข้อหา การขอออกหมายจับถึงศาลโดยไม่ผ่านอัยการ เสี่ยงที่เข้าข่ายกลั่นแกล้งได้ง่าย   ตั้งแต่มีการชุมนุมเป็นม็อบทั่วกรุงเทพตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมาตำรวจได้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับผู้ชุมนุม และไม่ใช่ดูแลการชุมนุมและกลายเป็นผู้ปราบปราม เมื่อต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ริเริ่มคดีจึงไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุมที่ถูกออกหมายเรียกและตั้งข้อหาโดยตำรวจ” 

          ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุม มีกลุ่มทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนช่วยเหลือแกนนำในกรณีที่ตกเป็นผู้ต้องหา ส่วนทางมูลนิธิฯ ก็ได้ส่งนักกฎหมายไปร่วมด้วยในบางคดี  และยินดีจะช่วยเหลือในประเด็นการฟ้องร้องรัฐในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง  

           ในคดีที่เกี่ยวกับการเพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร  เป็นคดีที่ร่วมกันหลายฝ่าย   และในวันที่ 19 เดือนมกราคมปีหน้า (2564)  ศาลนัดพิพากษาคดีรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ต.ค.2563 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 16 ต.ค.2563 หากศาลพิพากษาว่า ออกคำสั่งไม่ถูกต้อง ผู้เสียหายก็ย่อมจะฟ้องร้องทางแพ่งได้   ดังนี้ ตำรวจไม่ควรออกหมายเรียกเยาวชนสองคนข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน การใช้กฎหมายแบบนี้เป็นการกลั่นแกล้งและไม่เป็นธรรมและตำรวจต้องยุติการกระทำ 

         “มาตรา 112 ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากในช่วงนี้  นักสิทธิมนุษยชนหญิงผู้นี้ ยังมองว่า  ปัจจุบันคดี 112 ใครก็สามารถแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีต่อเราได้   สิ่งที่ถูกต้องการแจ้งความดำเนินคดีควรเป็นสำนักพระราชวัง  อีกทั้งในอดีตคดีที่เกี่ยวข้องมาตรา112 การพิจารณาคดีมักเป็นการพิจารณาคดีลับ ไม่สามารถนำข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรา 112 มาเปิดเผย ทำให้เราไม่เกิดความมั่นใจว่า จะได้รับความเป็นธรรมเพียงใด โดยเฉพาะในประเด็นที่ควรรู้ว่า สิ่งใด คือสิ่งที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ทำได้อย่างไรบ้าง     นอกจากนั้น หลังการพิพากษา ข้อความที่ถูกระบุว่าหมิ่นฯ คืออะไร ก็ถูกห้ามเผยแพร่สาธารณะ ทั้งคดีที่ถูกยกฟ้องหรือคดีนั้นถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่4-50 ปี ทั้งหมดนี้  ควรมีรายละเอียดให้ประชาชน รวมไปถึงนักกฎหมาย อัยการ และศาล รับรู้” 

         แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ติดตามการชุมนุมจะพบบ่อยครั้งคือการใช้ถ้อยคำที่บางส่วนอาจคิดว่าเข้าข่ายหยาบคาย  ไม่เหมาะสมทั้งการปราศรัยบนเวที การเขียนข้อความตามจุดต่างๆ ที่มีการชุมนุม พรเพ็ญ ยอมรับว่า  สันติวิธีในการต่อสู้เป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องทำความเข้าใจ ซึ่งหมายรวมถึงกาย วาจาใจ  และประกาศข้อตกลงร่วมกันบนเวที  เช่นไม่ใช่คำพูดที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สร้างความเกลียดชังเป็นข้อห้ามเป็นต้น เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องสุ่มเสี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น แต่“การควบคุมการคำที่ใช้ในการปราศรัยก็อาจจะทำไม่ได้ทั้งหมด” แต่ต้องพยายาม แม้ที่ผ่านมาการปราศรัยยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการสร้างความเกลียดชัง (Hate speech)

         ส่วนมุมมองของนานาชาติต่อการชุมนุมในประเทศไทยขณะนี้ พรเพ็ญเปิดเผยว่า นักการทูต นักลงทุนต่างชาติ องค์กรระหว่างประเทศเริ่มกังวลมากขึ้น ปัจจุบันนับว่า เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เชื่อว่า หากการเมืองไม่ดี เศรษฐกิจก็จะไม่ดี จึงยอมเสียสละเวลาในช่วงเย็นมาร่วมชุมนุมเพื่อแลกกับโอกาสทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ดีขึ้น 

           อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทางออกปัญหาการเมืองในขณะนี้ คือการเปิดโต๊ะเจรจาด้วยแนวทางสันติวิธีทุกฝ่าย แต่ก็คงไม่ง่ายสิ่งที่น่าสนใจคือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดในประเทศไทย ที่รัฐบอกว่าผู้ชุมนุมก็ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของอีกฝ่าย พรเพ็ญย้ำว่า การชุมนุมตอนนี้คือเรียกร้องให้รัฐทำหน้าที่ของตน   รัฐไม่มีสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องเคารพ  แต่รัฐมีหน้าที่ที่ต้องเคารพสิทธิของประชาชน ทั้งการบริหารราชการและบริหารทรัพย์สินของประเทศให้โปร่งใส  เพราะหากมีกลไกที่ดีทุกอย่างจะแก้ไขได้ไม่ต้องลงท้องถนน 

 พรเพ็ญ ยังมองการใช้มาตรา 116  ข้อหายุยงปลุกปั่นไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ปราบปรามอาชญากรรมปกติ  ข้อหานี้เป็นข้อหาทางการเมือง และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมกลายเป็นอาชญากรทางการเมืองได้ โดยระบบกระบวนการยุติธรรมของไทยปัจจุบันที่ริเริ่มคดีที่ตำรวจ

          “การดำเนินคดีของตำรวจใช้ระบบกล่าวหา ที่ไม่มีการไต่สวน การรับแจ้งความ แจ้งข้อหา การขอออกหมายจับถึงศาลโดยไม่ผ่านอัยการ เสี่ยงที่เข้าข่ายกลั่นแกล้งได้ง่าย   ตั้งแต่มีการชุมนุมเป็นม็อบทั่วกรุงเทพตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นมาตำรวจได้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับผู้ชุมนุม และไม่ใช่ดูแลการชุมนุมและกลายเป็นผู้ปราบปราม เมื่อต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้ริเริ่มคดีจึงไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุมที่ถูกออกหมายเรียกและตั้งข้อหาโดยตำรวจ” 

<span>%d</span> bloggers like this: