ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่นายฤทธิรงค์เหยื่อถูกซ้อมทรมาน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องกลับ

เผยแพร่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีที่นายฤทธิรงค์เหยื่อถูกซ้อมทรมาน

ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องกลับ

          เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2563 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ดาบตำรวจนายหนึ่ง(โจทก์)ทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์(จำเลย) โดยใช้มือตบที่ศีรษะของนายฤทธิรงค์  ดังนั้นการที่นายฤทธิรงค์ฟ้องคดีกล่าวหาว่าดาบตำรวจนายนั้นทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้นายฤทธิรงค์ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ  จึงเป็นการฟ้องไปตามข้อเท็จจริง การกระทำของนายฤทธิรงค์ย่อมไม่เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ และเมื่อไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จแล้ว การเบิกความไปตามที่ฟ้องนั้นจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์

          สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ดาบตำรวจนายหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้องกลับนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1285/2561 สาเหตุเนื่องมาจากกรณีนายฤทธิรงค์ได้เป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ 925/2558 ว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ(ซ้อมทรมาน) และในคำฟ้องนายฤทธิรงค์ได้กล่าวหาว่าดาบตำรวจนายหนึ่งทำร้ายร่างกายตนโดยใช้มือตบศีรษะอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ  ดาบตำรวจนายนี้ได้ฟ้องกลับนายฤทธิรงค์ในขณะที่คดีหมายเลขดำที่ 925/2558 ยังอยู่ระหว่างศาลนัดสืบพยาน

          เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ศาลจังหวัดปราจีนบุรี(ชั้นต้น)พิพากษาว่า นายฤทธิรงค์มีความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จตามคำฟ้องของดาบตำรวจดังกล่าว ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี  คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2

          คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรีอ่านนั้นระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตรวจสำนวนประชุมคดีแล้ว ไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพราะในคำฟ้องของคดีอาญาหมายเลขดำที่ 925/2558 ซึ่งนายฤทธิรงค์ได้กล่าวหาว่า เมื่อวันที่  28 มกราคม 2552 ดาบตำรวจนายนี้ทำร้ายร่างกายตนโดยใช้มือตบศีรษะนั้น ศาลเห็นว่าคดีมีมูลตามที่นายฤทธิรงค์กล่าวหา แต่เป็นการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เท่านั้น ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีอายุความเพียง 1 ปี เมื่อเหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 แต่นายฤทธิรงค์นำคดีมาฟ้องในปี 2558 จึงเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันกระทำผิดตามฟ้อง คดีจึงขาดอายุความ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ข้อเท้จจริงย่อมรับฟังได้ว่า การที่นายฤทธิรงค์ฟ้องคดีกล่าวหาดาบตำรวจดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องตามข้อเท็จจริง ย่อมไม่ผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ

          นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า “เป็นที่น่าสังเกตว่าคดีนี้ ตำรวจฟ้องกลับนายฤทธิรงค์ ในระหว่างที่ศาลนัดสืบพยานในคดีหลักซึ่งนายฤทธิรงค์ฟ้องว่าตนถูกตำรวจหลายนายซ้อมทรมานตนในห้องสอบสวนของกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยศพันตำรวจตรีรวมอยู่ด้วย การฟ้องกลับจึงเข้าข่ายเป็นการฟ้องคดีเพื่อปิดปากประชาชน เพราะดาบตำรวจนายนี้ทราบดีอยู่แล้วว่าศาลให้ตนพ้นความผิดเพราะคดีขาดอายุความ โดยศาลเห็นว่าได้มีการทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์แต่มาฟ้องเกิน 1 ปีจึงขาดอายุความ  มีข้อน่าสังเกตว่าก่อนที่ศาลจะสืบพยานคดีหลักนั้น ได้มีความพยายามจะไกล่เกลี่ยให้นายฤทธิรงค์ถอนฟ้องตำรวจที่ตกเป็นจำเลยซึ่งนายฤทธิรงค์กล่าวหาว่าซ้อมทรมาน แต่นายฤทธิรงค์ไม่ถอนฟ้อง ต่อมาดาบตำรวจนายนี้จึงฟ้องกลับนายฤทธิรงค์  ต่อมาคดีหลักดังกล่าวทั้งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกและปรับตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ลงมือซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ แล้ว แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา”

          นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า “การซ้อมทรมานเป็นปัญหาใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นของประเทศไทย ดังกรณีนายฤทธิรงค์ กว่าจะได้มาซึ่งคำพิพากษาศาลลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดนั้น ยุ่งยากลำบากและยาวนานในการดิ้นรนเรียกร้องหาความยุติธรรม กล่าวคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดาของนายฤทธิรงค์ ได้พาลูกซึ่งตกเป็นเหยื่อซ้อมทรมาน เดินทางไปร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐหลายสิบหน่วยงาน รวมทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ด้วย แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2558 จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเพื่อจัดหาทนายความมาช่วยดำเนินคดีให้นายฤทธิรงค์เป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง  นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากทั่วประเทศที่ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมจากการถูกซ้อมทรมาน และมิได้มีการนำเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดมาลงโทษ”

“ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องตระหนักและจริงจังกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในปัญหาการซ้อมทรมานมิให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดดังเช่นคดีนี้ รวมถึงกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหายด้วย  ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯและองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนได้พยายามผลักดันให้รัฐตรากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยมีร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ที่รัฐสภาแล้ว ก็อยากเรียกร้องให้รัฐสภาได้เร่งพิจารณาเพื่อตรากฎหมายดังกล่าวให้ออกมาใช้บังคับโดยเร็วต่อไป”  นางสาวพรเพ็ญกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี ติดต่อ

นายปรีดา          นาคผิว             ทนายความ        098-6222474

%d bloggers like this: