Voice TV lawyer filed countermotion on closing down order by the court proposed by DES, the court will rule today 13:00

Press Release

Thai version is below;

Today at 9.00am, the Criminal Court , Room 907, had a hearing with legal representative of the Ministry of Digital Economy and Society (DES) concerning the request for the Court to suspend broadcasting digital information of Voice TV pursuant to the Computer Crime Act Voice TV’s attorney has filed a countermotion to challenge the court order citing that the shutdown of media outlet is an act in violation of the Thai Constitution 2007’s Section 35 which states that “A media professional shall have liberty in presenting news or expressing opinions in accordance with professional ethics. The closure of a newspaper or other mass media in deprivation of the liberty under paragraph one shall not be permitted.”

This Black Case no. KS 349/63 had initially been heard and the Court had concurred with the order to block the news channel as requested by the DES in the Red Case no. KS 339/63. After the hearing, the Court announces that DES had filed the request and the Court on duty had granted as requested. Procedurally, the case report has to be further reviewed by the Chief Justice of the Criminal Court.

After the review, the Chief Justice of the Criminal Court has found there was unclear information in this case and meanwhile the Court on duty might not be so knowledgeable about the Computer Crime Act. Therefore, a judge with such knowledge has been asked to hold a hearing and to summon DES for an inquiry. DES’s witnesses include an authorized police official and Director of the DES’s Bureau of the Prevention and Suppression of an Information Technology Offence. Having learned about this impending hear, Voice TV has appointed an attorney to challenge the court order.

The Court has thus allowed a hearing to take evidence from both parties to ensure the principle of equality of arms.

Today, the authorized police official gives evidence in the Court. DES’s witness claims that it is necessary to close down Voice TV on all online platforms since its broadcasting accuses the police of using violence and encourages people to participate in an illegal public assembly (the Severe State of Emergency Notification). It is incumbent on the officials to disconnect the entire communication system from outside systems including the suppression of all content and information disseminated prior to the demonstrations as well. But if Voice TV is willing to make a concession by shutting down its internal system, the broadcast of its certain content or program can be allowed. However, there is yet to be the appointment of a vetting committee.

An effort is ongoing, The Court will give the verdict at 13.00.

วันนี้ 9.00 น. ศาลอาญานัดไต่สวนผู้แทนกระทรวงไอซีที

เรื่องการขอระงับการแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของ Voice TV  ตามพรบ.คอมพิวเตอร์

ทนายยื่นคัดค้านคำสั่งศาล ศาลจะมีคำสั่ง 13:00 น. วันนี้

              วันนี้ 9.00 น. ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญานัดไต่สวนผู้แทนดีอีเอส  เรื่องการขอระงับการแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของ Voice TV  ตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ทนายยื่นคัดค้านคำสั่งศาล  อ้างว่าการปิดสื่อมวลชนเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของไทย ปี 2560 รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้  แม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ คศ.349/63 และมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดการเสนอข่าวไปแล้วตามคำขอของ กระทรวงดิจิทัลฯ  เป็นคดีหมายเลข แดงที่ คศ339/63

ข่าวการปิดสำนักข่าว  Voice TV ข่าวเผยแพร่อย่างกว้างขวางสร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างกรณีที่สื่อมวลชนถูกปิดอันเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของไทย ปี 2560 รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้

              ในวันนี้ศาลไต่สวนแจ้งในห้องพิจารณาคดีว่า ทางกระทรวงฯได้ยื่นคำร้องมาและศาลเวรได้มีคำสั่งอนุญาตให้ตามขอ แต่ตามขั้นตอนสำนวนคดีนี้ต้องส่งใหอธิบดีศาลอาญาตรวจ  เมื่ออธิบดีตรวจแล้วพบว่ายังมีข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน ทั้งศาลเวรก็อาจไม่มีความรู้เรื่องพรบ.คอมพิวเตอร์ จึงมอบหมายให้ผู้พิพากษาที่มีความรู้รับผิดชอบในการเรียกผู้ร้องมาสอบถาม ผู้ร้องมีพยานคือ ตำรวจที่ได้รับมอบอำนาจ และผอ.กองป้องกัน กระทรวงดีจิตัล ทาง voice Tv ทราบเรื่องดังกล่าวจึงแต่งตั้งทนายความยื่นคัดค้านคำสั่งศาล ศาลจึงเปิดโอกาสให้เป็นการไต่สวนสองฝ่าย ตามหลักฟังความทุกด้าน ในวันนี้ขณะนี้ตำรวจผู้รับมอบอำนาจให้การในชั้นศาล

โดยพยานผู้ร้องอ้างว่าต้องปิดช่องทางการสื่อสารต่างๆที่ voiceTV เผยแพร่ภาพ ข้อความที่กล่าวหาว่าตำรวจใช้ความรุนแรง เชิญชวนให้คนมาชุมนุมซึ่งผิดกฎหมาย (พรก.ฉุกเฉินร้ายแรง) โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดระบบสื่อสารทั้งหมดจากระบบภายนอก รวมทั้งเนื้อหาและข้อความที่เผยแพร่แต่ก่อนเกิดเหตุการชุมนุมด้วย แต่หากทาง voice TV ให้ความร่วมมือปิดจากระบบภายใน ก็สามารถปิดได้บางรายการหรือบางข้อความ ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง อยู่ระหว่างการดำเนินการ ศาลนัดฟังคำสั่งวันนี้เวลา13.00 น.

ข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ได้มีข่าวเผยแพร่ว่าศาลอาญาได้มีนัดไต่สวนให้ผู้แทนของกระทรวงดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส มาไต่สวนถึงขั้นตอนปฎิบัติว่าดำเนินการถูกต้องครบถ้วนหรือไม่อย่างไร กรณีที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เผยแพร่ข่าวตลอดตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม อ้างคำสั่ง 4/2563 ในการปิดสื่อมวลชนอย่างน้อยสี่ ช่องทางออนไลน์

รายงานข่าวจากรองปลัดกระทรวงดีอีเอสฯ เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ยังไม่ปิด วอยซ์ ทีวี (Voice TV) โดยเป็นการขอปิดช่องทางออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง เฟซบุ๊ค , ทวิตเตอร์ , อินตาแกรม และ เว็บไซต์ และยังคงรออีกสำหรับการปิดอีก 3 สื่อ ได้แก่ ประชาไท The Reporters และ The Standard ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา

เมื่อวันที่  20 ตุลาคม 2563 นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ได้มีการขอคำสั่งศาลเพื่อปิด วอยซ์ ทีวี ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ต้องปิดกั้น เนื่องจากทำผิด พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอหมายศาลอนุมัติ ซึ่งหลังจากที่มีคำสั่งศาลออกมาเจ้าของแพลตฟอร์มจะต้องดำเนินการปิดภายใน 15 วัน หากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือแพลตฟอร์ม ไม่ทำการปิดกั้นภายใน 15 วัน กระทรวงดีอีเอส จะดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้เอาผิดตามมาตรา 27 แห่งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ต่อไป

ทั้งนี้กระบวนการขั้นตอนการยื่นขอปิดการเผยแพร่สื่อตามพรบ.คอมพิวเตอร์มาตรา 19 และ  20 มีหลายขั้นตอนทั้งการแสดงหลักฐานว่าได้กระทำความผิดตามมาตรา 14 (ต่อความมั่นคง) เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะการกระทำผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ ที่ใช้ในการกระทำความผิด และรายละเอียดของผู้กระทำความผิด  และเมื่อศาลอนุญาตแล้วยังจำเป็นต้องส่งสำเนาคำสั่ง มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์ไว้เป็นหลักฐานด้วย  และหากได้กระทำการตามคำสั่งแล้ว ต้องมีการส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลการดำเนินการ ให้ศาลทราบภายใน 48 ชั่วโมง การกระทำใดก็ต้องมีเหตุผลอันสมควรและไม่ทำให้การดำเนินการกิจการของเจ้าของและผู้ครอบครองข้อมูลมีอุปสรรคเกินจำเป็น

%d bloggers like this: