CrCF แถลงการณ์ขอให้ยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงยุติการการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนและระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 15 ตุลาคม 2563 

แถลงการณ์

ยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ยุติการการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนและระบอบประชาธิปไตย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สืบเนื่องจากการที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม2563 เวลา 4.00 น. โดยอ้างเหตุในการประกาศว่า 

“มีบุคคลหลายกลุ่มได้เชิญชวน ปลุกระดม และดำเนินการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการและช่องทางต่างๆ ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อยของประชาชน มีการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งยังกระทบโดยตรงต่อสัมฤทธิ์ผลของมาตรการควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง กรณีจึงจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนร่วม”

นายกรัฐมนตรียังได้ออกข้อกำหนด ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมในที่ใดๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และยังห้ามเสนอข่าวที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอีกทั้งยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายกำลังทหารเพื่อปฏิบัติการต่างๆ สามารถเข้าจับกุมควบคุมตัวผู้ชุมนุม และอาจถูกควบคุมตัวยาวนานถึง 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อหา ก่อนที่จะดำเนินการตามกฎหมายอาญาปกติพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวาง โดยปราศจากกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจฉุกเฉิน แตกต่างจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในสถานการณ์ปกติที่มีไว้เพื่อป้องกันการลุแก่อำนาจมีการจับกุม ควบคุมตัวแกนนำและผู้ชุมนุมจำนวนมาก ตรวจค้นยานพาหนะและสถานที่ต่างๆ  รวมทั้งได้ส่งกำลังทหารเข้าไปในรัฐสภา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมคัดค้านการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินเลยกว่าหลักการพื้นฐานทางกฎหมาย หลักนิติธรรม/นิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชนโดยมุ่งที่จะขัดขวางการชุมนุมสาธารณะของ “กลุ่มคณะราษฎร์2563” ซึ่งชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นเสรีภาพพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

ภายใต้หลักการสากล การประกาศภาวะฉุกเฉิน จะต้องสอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนด้วย ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อ 4 (1) ของกติกาดังกล่าวกำหนดให้ภาวะฉุกเฉินต้องมีลักษณะเป็นภัยสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ “public emergency threatening the life of the nation” 

มูลนิธิเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร์2563 ในวันดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการชุมนุมสาธารณะมีความร้ายแรงถึงขนาดเป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวม และรัฐไม่มีหนทางอื่นใดที่จะรับมือกับภัยดังกล่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขนาดกระทบต่อหลักการคงอยู่ของรัฐ การที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงนั้นจึงขัดต่อพันธกรณีของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

มูลนิธิเห็นว่า รัฐไม่ควรใช้อำนาจภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองซึ่งเป็นไปโดยสงบเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งการออกมาตรการที่ส่งผลเป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อ แม้ในภาวะฉุกเฉิน รัฐยังคงมีหน้าที่จะต้องเคารพ ปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การดำเนินมาตรการใดๆ ของรัฐภายใต้กฎหมายฉุกเฉินต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย (legality) หลักการห้ามเลือกปฏิบัติ (non-discrimination) และสอดคล้องกับหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity and proportionality) 

มูลนิธิมีข้อกังวลต่อการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะมีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการจับกุมและควบคุมตัวผู้เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะตลอดจนการออกคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัว และเห็นว่าการเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกจับกุม สถานที่ควบคุมตัว การอนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่เป็นอิสระ การอนุญาตให้ได้พบครอบครัวหรือบุคคลที่ไว้ใจ ได้ปรึกษาทนายความ จะเป็นหลักประกันสำคัญในการป้องกันการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนควรเป็นไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก (the best interest of the child) การดำเนินการใดๆ ต่อเด็กและเยาวชนควรต้องเป็นไปโดยมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก (พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงมีข้อเรียกร้องดังนี้

 1. ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 11 (1) ประกอบด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่เห็นชอบกับการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการใช้อำนาจภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองซึ่งเป็นไปโดยสงบเพื่อประโยชน์สาธารณะ และจำกัดเสรีภาพสื่อในการรายงานข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับรู้ ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังตาม อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และถอนกำลังทหารกลับที่ตั้ง

2. ขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกจับกุม สถานที่ควบคุมตัว อนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่เป็นอิสระ อนุญาตให้ได้พบครอบครัวหรือบุคคลที่ไว้วางใจ อนุญาตให้พบและปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัว

3. เปิดเผยแผนปฏิบัติการและมาตรการที่จะใช้บังคับในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎ ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตลอดจนรายชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมและเข้าถึงการชดเชยฟื้นฟูและเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง และเป็นการป้องกันมิให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวลพ้นผิด

4. ขอให้ปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนโดยคำนึงถึงหลักผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก (the best interest of the child) การดำเนินการใดๆ ต่อเด็กและเยาวชนควรต้องเป็นไปโดยมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก (พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546)

5. ขอให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการลุแก่อำนาจและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนสอดคล้องกับหลักกฎหมาย หลักนิติธรรม/นิติรัฐ และพันธกรณีระหว่างประเทศ อย่างเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง  

มูลนิธิหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ที่รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐยิ่งจะต้องมีหน้าที่จะต้องเคารพ ปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยอำเภอใจหรือลุแก่อำนาจ ในการนี้ มูลนิธิขอเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมายความมั่นคงทุกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ และคุณค่าแห่งสังคมเสรีประชาธิปไตย ที่มุ่งจำกัดอำนาจของรัฐภายใต้กฎหมาย 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : 

คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โทร: 065-5979-3836

%d bloggers like this: