Article: บทสะท้อนอุปสรรคในการแก้ไขสถานการณ์รุนแรงที่ปตานีจากบันทึกชีวิตไกรศักดิ์ ชุณหะวัน

หนังสือ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ชีวิต มุมมอง ความคิด”

อาทิตย์ ทองอินทร์
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

“อาจารย์โต้ง” ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชีวิตโลดโผนและทำงานขับเคลื่อนการเมืองมามากมาย ทั้งในสภา บนท้องถนน โต๊ะเจรจา มิติงานต่างประเทศ และการทำงานระดับพื้นที่ หนึ่งในภารกิจที่ อ.โต้ง บอกเล่าว่าภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของท่าน คือ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในคณะกรรมการพูดคุยเพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นชวนคุยของผมในบทความชิ้นนี้ คือ เมื่ออ่านผ่านบันทึกการเดินทางทางการเมืองของ อ.โต้ง เราเห็นปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ปตานี (จังหวัดชายแดนภาคใต้) และเป็นพันธกิจที่คนทำงานเกี่ยวกับพื้นที่นี้จักต้องร่วมกันสลาย ก้าวข้าม รับไม้เดินทางต่อไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน อันที่จริงแล้ว ผมมีหลายประเด็นที่อยากชวนสนทนาต่อจากการอ่านหนังสือเรื่อง “ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาและภารกิจที่ต้องรับผิดชอบอยู่จึงขอยกประเด็นชวนอภิปรายมาสองประเด็นเป็นเบื้องต้น ดังนี้

1. ข้อจำกัดของประชาธิปไตยแบบตัวแทน

“…มาคิดดูแล้ว ไม่อยากเป็น ส.ส.อีกเลย…”[1] คือ คำกล่าวในบางช่วงตอนของ อ.โต้ง บันทึกชีวิตของท่านชี้ให้เห็นอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับข้อจำกัดของระบบรัฐสภาไทยในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนด้วยเหตุที่ความเป็นตัวแทนประชาชนนั้นดูเหมือนจะดำรงอยู่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เมื่อได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภาแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “…แทนที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนดันเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นตัวแทนของอำนาจ…”[2] ยิ่งไปกว่านั้น เรามักเห็นปรากฏการณ์อยู่ร่ำไปของการเป็น “ตัวแทนพรรค” ผสานร่วมเข้าไปอีก ในแง่ที่นักการเมืองจำต้องดำเนินการตามมติและนโยบายของพรรคที่สังกัด ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพรรคและแต่ละประเด็นนโยบาย ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนความอ่อนแอของประชาธิปไตยแบบตัวแทนของประเทศไทย ที่ทั้งอนุญาตกลายๆ ให้การใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง และทั้งกัดกร่อนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในสายตาของประชาชนเสียเอง

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญประการหนึ่งที่สร้างภาวะตีบตันให้กับการแก้ปัญหาการเมืองที่ปตานี และเรากำลังเห็นพลวัตของความพยายามสลายปัจจัยปัญหาข้อนี้ผ่านบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ ที่แม้จะสังกัดคนละพรรคการเมือง แม้จะอยู่คนละฝั่งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็มีการทำงานใกล้ชิดกันที่จะเป็นปากเสียงสะท้อนแทนคนในพื้นที่มากขึ้น พลวัตนี้ต้องการแรงหนุนเชิงบวกให้เดินต่อไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ กับการปรับดุลอำนาจในการออกแบบอนาคต การตัดสินใจนโยบายสาธารณะและการงบประมาณให้อยู่กับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ความเป็นตัวแทนประชาชนเข้มข้นชัดเจนยิ่งขึ้น ลดภาวะทับซ้อนอิหลักอิเหลื่อของการที่นักการเมืองคนหนึ่งจะต้องสร้างดุลยภาพระหว่างความเป็นตัวแทนประชาชน ตัวแทนพรรคและตัวแทนอำนาจรัฐ กล่าวอย่างกระชับคือ พลวัตในปัจจุบันดังกล่าวสะท้อนเค้าลางถึงตัวแบบหนึ่งในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานีว่าอาจจะเป็นไปได้ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตยแบบตัวแทนพร้อมกับขยับดุลอำนาจของความเป็นตัวแทนนั้นไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น[3]  

ในสายตา อ.โต้ง ซึ่งบอกเล่าว่าตนมีมุมมองแบบสังคมนิยม แสดงทรรศนะว่า “What went wrong?” ของประชาธิปไตยไทยประการสำคัญ นอกจากการที่ ส.ส. ไม่ทำตัวให้เป็นตัวแทนประชาชน คือ การที่รัฐรับใช้ทุน มิใช่คนตัวเล็กตัวน้อย เป็นประชาธิปไตย “…ภายใต้การผูกขาดอำนาจทางธุรกิจ…”[4] ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาอันบ่อนทำลายตัวระบอบประชาธิปไตยเสียเองว่า “…ประชาธิปไตยของไทยมันไม่ได้ให้ทางเลือกกับประชาชนที่ดีไปกว่าเผด็จการ…”[5] การปรับดุลอำนาจมาสู่ท้องถิ่นมากขึ้นอาจช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อยด้วยการยักย้ายสนามของการต่อสู้ต่อรองทางอำนาจมาอยู่ในสังเวียนระดับพื้นที่ซึ่งทั้งตัวแทนและประชาชนเองในพื้นที่มีส่วนร่วมเกาะเกี่ยวมากกว่าโครงสร้างที่ดุลอำนาจรวมศูนย์ไว้มากที่ส่วนกลาง   

2. ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการใช้ความรุนแรงต่อความเป็นอื่นของสังคม

อ.โต้งเป็นบุคคลที่ยืนหยัดแน่วแน่ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เพื่อคนชายขอบที่ถูกเบียดขับเอารัดเอาเปรียบมาอย่างยาวนาน ทั้งการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532, การตอบโต้นายชวน หลีกภัยในประเด็น “ปล่อยหมากัดม็อบ”, ท่าทีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, ท่าทีต่อสงครามต่อต้านยาเสพติดในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร, ท่าทีต่อการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทุกฝ่ายในการเมืองระดับชาติ ตลอดจนท่าทีต่อเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ รวมทั้งความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปตานี หลายเหตุการณ์ อ.โต้ง แสดงออกถึงการมีส่วนรับผิดรับชอบกับเรื่องราวต่างๆ ซึ่งบทบาททางการเมืองของท่านก็ให้เชื่อได้ว่าท่านรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

คู่ขนานไปกับการต่อสู้ของ อ.โต้งในวาระประเด็นเหล่านี้ เราจะเห็นจุดร่วมบางอย่างอันอาจสรุปได้ว่าเป็นเงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมของสังคมไทย นั่นคือ ภาวะความไม่เป็นสากลของสิทธิมนุษยชน หรือที่มิตรสหายท่านหนึ่งเรียกว่าภาวะ “สิทธิมนุษยชนเป็นหย่อมๆ” ผมเขียนถึงแง่มุมนี้อย่างละเอียดไว้ในบทความที่เผยแพร่ใน Way Magazine[6] ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับที่กล่าวในบทความนี้ เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้มีเหตุสำคัญมาจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมผ่านสถาบันพื้นฐานทางสังคมต่างๆ ในสังคมไทย กระทั่งยังผลให้ “ม็อบบางม็อบสมควรถูกสลายด้วยกำลัง” “คนบางคนสมควรตาย” “การละเมิดชนบางกลุ่มไม่ถือว่าผิด” ฯลฯ กลไกการทำงานนี้ทำหน้าที่เสมือนใบอนุญาตฆ่าจากสังคมให้กับรัฐและผู้ใช้ความรุนแรงรายย่อยอื่นในนามของ “ชาติ” และคุณค่าที่ดีงามของ “อัตลักษณ์ความเป็นไทย”

เงื่อนไขจำกัดเชิงวัฒนธรรมนี้เองปกคลุมบังคับวิถีและลดทอนพลังในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของตัวกระทำการต่างๆ ทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มองค์กร ข้อนี้ชี้ถึงนัยสำคัญของการที่ผู้ขับเคลื่อนงานสันติภาพและสิทธิมนุษยชนทั้งในปตานีและพื้นที่อื่นของประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบกำหนดภารกิจงานการเมืองของสุนทรียศาสตร์ (politics of aesthetics) ไว้เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของพันธกิจ เพื่อรบกวน เขย่า สั่นคลอน สลายและลากเส้นแบ่งการรับรู้ทางสังคมการเมืองแบบใหม่ ที่ประกอบสร้างสำนึกร่วมยึดโยงระหว่างสมาชิกในชุมชนการเมืองไทยเสียใหม่ให้สามารถโอบกอดผนวกรวม “ส่วนที่เคยถูกนับเพื่อไม่นับให้รวมส่วนในสังคมไทย (the uncounted)” [7] คือ กลุ่มคนชายขอบในมิติต่างๆ เข้าไว้ให้มากขึ้น ภารกิจงานนี้เรียกร้องการออกแบบยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองที่ทั้งเข้มข้นและทั้งละเอียดลออมากกว่าที่เป็นอยู่


[1] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, 2563. หน้า 75.

[2] เพิ่งอ้าง, หน้า 83.

[3] งานชิ้นสำคัญของดันแคน แม็คคาร์โก เสนอว่า ตัวแบบเดียวที่พอจะเป็นไปได้ที่สุดในการสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองปตานี คือ การอาศัยฐานความชอบธรรมเชิงการมีส่วนร่วม อันหมายถึง การขยายพื้นที่ทางการเมืองและพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมปกครองตนเองของคนในพื้นที่ โปรดดู, Duncan McCargo. Tearing Apart the Land: Islam and Legitimacy in Southern Thailand. NY: Cornell University Press, 2008; บทความชิ้นนี้ของผมเขียนขึ้นให้หลังจากงานชิ้นสำคัญของดันแคนนับเป็นทศวรรษ แน่นอนว่าบริบทของพื้นที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปในด้านต่างๆ ทำให้เมื่อทบทวนประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยเฉพาะจุดยืนและบทบาทของกลุ่ม ส.ส.ชายแดนใต้ที่มาจากการเลือกตั้งระดับชาติรอบล่าสุด ความตื่นตัวทางการเมืองและท่าทีต่อการเลือกตั้งรวมทั้งรูปแบบการเคลือนไหวทางสังคมการเมืองของผู้คนในพื้นที่ปัจจุบัน จึงเห็นว่า ตัวแบบการสถาปนาความชอบธรรมผ่านฐานของความเป็นตัวแทนยังคงพอจะเป็นไปได้และเป็นอีกตัวแบบที่น่าสนใจศึกษาพัฒนาต่ออย่างละเอียด รอบด้าน และเป็นรูปธรรมต่อไป.

[4] กุลธิดา สามะพุทธิ. ชีวิต-มุมมอง-ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ. หน้า 72.

[5] เพิ่งอ้าง, หน้า 71.

[6] อาทิตย์ ทองอินทร์ และณขวัญ ศรีอรุโณทัย. ““I can’t breathe” จาก จอร์จ ฟลอยด์ ถึงมุสลิมที่ตากใบ: ทำไมเราจึงมีมนุษยธรรมหลายมาตรฐาน,” Way Magazine. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2563, https://waymagazine.org/double-standard-humanright/.

[7] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. ว่าด้วยความคิดทางการเมืองของฌาคส์ ร็องซีแยร์: การเมืองของสุนทรียศาสตร์ / กวีนิพนธ์ของความรู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมมติ, 2553.

%d bloggers like this: