ใบแจ้งข่าว: ร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามอุ้มทรมานและอุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

พรรคการเมือง คณะกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันผลักดันร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการอุ้มทรมานและอุ้มหายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษษฎรแล้ว แต่ร่างกฎหมายของรัฐบาลยังไม่คืบหน้า แม้ดำเนินการมาเกือบสิบปี

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ลงนามและรอการให้สัตยาบันอีกหนึ่งฉบับคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายในประเทศเพื่อรองรับการปฏิบัติตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับ

กฎหมายในประเทศที่ร่างเป็นพรบ.นั้นมีการกำหนดให้การที่เจ้าหน้าที่ที่กระทำทรมานและบังคับให้ประชาชนสูญหายเป็นความผิดทางอาญาที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ พร้อมทั้งให้รัฐเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อและครอบครัว เป็นต้น แม้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะได้จัดทำและเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ……. ต่อคณะรัฐมนตรีไปแล้วก็ตาม แต่จนบัดนี้ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายอนุวัติการดังกล่าว ส่งผลให้ไม่สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดในข้อหากระทำทรมานหรือบังคับให้บุคคลสูญหายได้ เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวลพ้นผิดได้เสมอ

กระแสการรณรงค์เรียกร้องที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้รัฐบาลไทยออกกฎหมายอนุวัติการถูกจุดประเด็นขึ้นอีกครั้งหนึ่งจากกรณีการอุ้มหายนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ จากที่พักในกรุงพนมเปญเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2562  ส่งผลให้พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากได้ปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับประชาชนที่เสนอโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆแล้ว ต่าง ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ได้แก่

  1. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของพรรคประชาชาติที่มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรคเพื่อไทยร่วมลงนาม ได้เสนอต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนไปแล้วายน 2563 แล้ว
  2. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นการเปิดเผยว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาและ
  3. ร่าง พ.ร.บ.ฯ ของภาคประชาชน ที่เสนอต่อกรรมาธิการการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ 2563 อยู่ในขั้นพิจารณาปรับถ้อยคำเพื่อรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนฯ ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อเสนอประธานรัฐสภา ต่อไป

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ฯ ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม หรือร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่รัฐบาล คสช. ของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้เคยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.เมื่อปี 2561 กระบวนการพิจารณาของ สนช. ล่าช้าอย่างผิดสังเกตเพราะถูกหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยงานคัดค้าน จนกระทั่ง สนช. ที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารปี 2557ขณะนั้นถูกยุบก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก 2562  ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวจึงตกไป แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการต่อ แต่ก็ยังไม่มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแต่อย่างใด

ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับต่างๆ ที่มีที่มาจากร่างกฎหมายฉบับประชาชน มีสาระสำคัญคือ

  1. ให้การทรมานและอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่รู้เห็นเป็นใจหรือละเลยต้องถูกลงโทษ เพื่อขจัดวัฒนธรรมจ้าหน้าที่ทำผิดลอยนวล (impunity)
  2. ความผิดฐานอุ้มทรมาน อุ้มหาย มีอายุความยาวนานและในกรณีอุ้มหาย ไม่ให้นับอายุความจนกว่าจะทราบชะตากรรมของเหยื่อของการอุ้มหาย
  3. ให้มีกลไกและมาตรการตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งรวมทั้งการป้องกันเยียวยาการอุ้มทรมานและอุ้มหาย เช่นการให้ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือกรรมการที่เป็นอิสระโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า พบและปรึกษาทนายความ ตรวจโดยแพทย์ บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัว กลไกการร้องเรียนฯลฯ  ทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่หน่วยใดหรือภายใต้กฎหมายฉบับใดก็ตาม
  4. กรณีสงสัยว่าผู้ใดถูกทรมานหรือถูกอุ้มหาย บุคคลใดๆสามารถร้องต่อศาลให้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้นั้นมาศาลเพื่อให้ศาลสั่งแก้ไขเยียวยาโดยพลันได้
  5. ให้อัยการควบคุมดูแลการสอบสวน โดยตัดอำนาจการสวบสวน/ไต่สวนโดย ปปช.หรือ ปปท.
  6. ให้คดีพิจารณาโดยศาลพลเรือนเท่านั้น โดยใช้ระบบไต่สวน แม้เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจะเป็นทหาร
  7. ให้สามีภรรยาตามความเป็นจริง แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและคู่ชีวิต นอกจากมีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายแล้ว ยังมีสิทธิได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่ได้รับอีกด้วย
  8. ญาติหรือพลเมืองดีที่แจ้งหรือร้องเรียนกรณีอุ้มทรมานหรืออุ้มหาย หากกระทำโดยสุจริตได้รับการคุ้มครอง

ปัญหาการทรมานและอุ้มหายก็คงจะเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป โดยปราศจากการคุ้มครองจากรัฐ ดังนั้นความพยายามผลักดันร่างทั้งจากภาครัฐ ประชาสังคม และพรรคการเมืองจึงเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาและนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อ ครอบครัว และสังคม

%d bloggers like this: