สุไหงโก-ลก, นราธิวาส: ส่วนหนึ่งของหนังสือ ชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

สุไหงโก-ลก, นราธิวาส

จากหนังสือชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บทที่หนึ่ง หน้า 43-45

ผู้เขียน: กุลธิดา สามะพุทธิ
สำนักพิมพ์: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
หนังสือมือหนึ่งสภาพดี

ราคาปกติ 400 บาท ลดเหลือ 360 บาท
(ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)

https://www.facebook.com/kledthai/posts/10157817132193037

สุไหงโก-ล ก, นราธิวาส

การรัฐประหารปี 2534 นอกจากจะทำให้ไกรศักดิ์พ้นจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแล้ว ยังนำเรื่องร้ายแรงมาถึงเขาอีกด้วย

ไกรศักดิ์ถูกกล่าวหาว่าในช่วงปี 2525 เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.มนูญ รูปขจร ในการวางแผนลอบสังหาร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์และบุคคลชั้นสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาที่ใช้เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย

แถลงการณ์คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 1 ชี้แจงเหตุผลการเข้ายึดและควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศไว้ 5 ประการ เหตุผลประการที่ 5 นั้นกล่าวหาว่า พล.อ.ชาติชาย อุ้มชู พล.ต.มนูญ ให้เติบโตในราชการจนเป็นนายทหารชั้นนายพลโดยเร็ว ทั้งที่ พล.ต.มนูญ เคยร่วมกับพรรคพวกคบคิดวางแผนล้มล้างสถาบันและเป็นผู้ต้องคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ

ไกรศักดิ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่นมาโดยตลอด ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่าการออกหมายจับไกรศักดิ์ในคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองและเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การยึดอำนาจของ รสช.

“ในหมายจับกล่าวหาว่าผมมีความใกล้ชิดกับ พล.ต.มนูญ เนื่องจากผมเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.ต.มนูญ เรียนปริญญาโทอยู่ที่นั่น แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาเลย เพราะผมสอนปริญญาตรีอยู่คณะสังคมศาสตร์ และยังกล่าวหาผมว่าเป็นคนประสานกับฝ่ายคอมมิวนิสต์โดยติดต่อกับวิทิต จันดาวงศ์ ให้หาคนมาลอบสังหาร ตอนนั้นวิทิตถูกจับไปอยู่ในค่ายทหารที่จังหวัดนครราชสีมา ทหารพยายามบังคับให้สารภาพว่าเขากับผมมีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหาร แต่วิทิตยืนยันว่าไม่รู้จักผม”

ไกรศักดิ์พูดติดตลกว่าหมายจับฉบับนั้นแต่งเรื่องใส่ร้ายเขาอย่างสมจริงเสียจน “อ่านแล้วเกือบจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง”

นอกจากเรื่องการลอบสังหารแล้ว ไกรศักดิ์ยังโดนกล่าวหาเรื่องอื่นๆ อีกประปราย ซึ่งเขาบอกว่าล้วนเป็นการกล่าวหาลอยๆ เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คณะรัฐประหาร เช่น เหตุการณ์ที่นายทหารระดับนายพลนำกำลังบุกเข้าไปตรวจค้นที่ทำงานของคณะที่ปรึกษานายกฯ ชาติชายในบ้านพิษณุโลก

“นายพลคนนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพบข้อมูลการติดต่อกับ CIA (สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ) และ KGB (หน่วยข่าวกรองของรัสเซีย) ในคอมพิวเตอร์ ผมก็ขำว่าตกลงจะให้เราเป็นฝ่ายไหนกันแน่” ไกรศักดิ์เล่าติดตลก

จริงๆ แล้ว ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกรู้มานานแล้วว่าฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงบางกระทรวงมีการ “สอดแนม” การทำงาน แม้จะไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะพวกเขาทำงานเชิงนโยบาย ไม่มีอะไรเป็นความลับ แต่ก็ไม่ประมาท การประชุมหรือร่างเอกสารที่มีความสำคัญมากๆ จึงมักเกิดขึ้นที่บ้านของไกรศักดิ์หรือ “เซฟเฮาส์” อื่นๆ ที่บ้านพิษณุโลกจึงไม่มีเอกสารสำคัญใดๆ อยู่ แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ ทีมงานก็ใช้เล่นเกมเพื่อคลายเครียดกันเสียเป็นส่วนใหญ่

            หลังการรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ถูกควบคุมตัวที่บ้านพักรับรองกองทัพอากาศ ดอนเมืองอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ไม่กี่วันหลังจากได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ อดีตนายกรัฐมนตรีก็เดินทางพร้อมท่านผู้หญิงบุญเรือนไปสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะไปพำนักที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ขณะนั้นไกรศักดิ์ตระเวนไปพักตามบ้านญาติในกรุงเทพฯ

            “ช่วงนั้นมันสองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็อยากจะให้เขาจับ อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร จะมาจับเราได้ยังไง แต่พอคิดถึงข้อกล่าวหาในหมายจับที่ผมได้อ่านก็นึกกลัวขึ้นมาเพราะมันค่อนข้างรุนแรง ก็เลยหนีไปหลบตามบ้านญาติ จนกระทั่งวันหนึ่งมีญาติติดต่อมาว่านายตำรวจที่อยู่ภาคใต้ช่วยพาผมออกนอกประเทศได้ แต่ผมต้องไปฝังตัวอยู่ที่สุไหงโก-ลก จนกว่าจะได้โอกาสที่เขาพาข้ามชายแดนไปมาเลเซีย

“ผมไปอยู่ในหมู่บ้านชาวมุสลิมที่อำเภอสุไหงโก-ลก พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่องเพราะเขาพูดภาษามลายูกันหมด แต่เขาก็ดูแลผมอย่างดี แล้ววันหนึ่งตำรวจคนนั้นก็มาบอกว่าเอาล่ะ ถึงเวลาแล้ว เขาขอพาสปอร์ตของผมไปและพาไปลงเรือตอนกลางคืน นั่งเรือไปตามทางน้ำแคบๆ จนไปเช้าที่อลอร์สตาร์ ฝั่งมาเลเซีย ผมก็ได้พาสปอร์ตที่ประทับตราเรียบร้อยคืน”

กลุ่มชาวบ้านมุสลิมที่พาเขานั่งเรือมาจากสุไหงโก-ลกอาสาขับรถพาไปส่งถึงชายแดนมาเลเซีย-สิงคโปร์ซึ่งมีเพื่อนของไกรศักดิ์มารับ ก่อนจากกันเขามอบเงินหมื่นกว่าบาทซึ่งเป็นเงินทั้งหมดที่มีติดตัวมาจากกรุงเทพฯ ให้ชาวมุสลิมที่ช่วยเหลือเขามาตั้งแต่อยู่นราธิวาสเพื่อเป็นสินน้ำใจ

จากสิงคโปร์ ไกรศักดิ์เดินทางต่อไปฮ่องกง พักอยู่ที่นั่นสักระยะก็เดินทางไปสมทบกับ พล.อ.ชาติชายและท่านผู้หญิงบุญเรือนที่กรุงลอนดอน

ส่วนหมายจับในคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญที่ไกรศักดิ์ถูกกกล่าวว่าเข้าไปพัวพันนั้น มีรายงานว่า หลังรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามความคืบหน้าคดี แต่กลับได้รับรายงานจากตำรวจว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเพียงการใส่ร้ายและไม่มีหลักฐานรองรับ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ พล.อ.สุจินดา เป็นอย่างมากเนื่องจากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลของการก่อการรัฐประหารรัฐบาลชาติชาย แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน คณะรัฐประหารจึงไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้

เหตุการณ์รัฐประหารปี 2534 ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว เวลาที่ผ่านเลยทำให้ไกรศักดิ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริง ข้อกล่าวหาและผลพวงจากรัฐประหารครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อเขามากมายเหลือเกิน เขาสะท้อนความรู้สึกต่อเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “ชีวิตผมกว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้มันไม่ใช่ง่ายๆ”


จากสิงคโปร์ ไกรศักดิ์เดินทางต่อไปฮ่องกง พักอยู่ที่นั่นสักระยะก็เดินทางไปสมทบกับ พล.อ.ชาติชายและท่านผู้หญิงบุญเรือนที่กรุงลอนดอน

ส่วนหมายจับในคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญที่ไกรศักดิ์ถูกกกล่าวว่าเข้าไปพัวพันนั้น มีรายงานว่า หลังรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามความคืบหน้าคดี แต่กลับได้รับรายงานจากตำรวจว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเพียงการใส่ร้ายและไม่มีหลักฐานรองรับ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ พล.อ.สุจินดา เป็นอย่างมากเนื่องจากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลของการก่อการรัฐประหารรัฐบาลชาติชาย แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน คณะรัฐประหารจึงไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ เหตุการณ์รัฐประหารปี 2534 ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว เวลาที่ผ่านเลยทำให้ไกรศักดิ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริง ข้อกล่าวหาและผลพวงจากรัฐประหารครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อเขามากมายเหลือเกิน เขาสะท้อนความรู้สึกต่อเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “ชีวิตผมกว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้มันไม่ใช่ง่ายๆ”

%d bloggers like this: