Acticle : Patani NOTES: ครั้งหนึ่งปิดตา จับมือ เขียนหนังสือ

เนื่องในวันนี้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชน ทำให้คิดถึงบทสนทนาวันนั้น วันทำงานวันแรก งานชิ้นแรกที่ฉันได้รับมอบหมายคือ ผู้รับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพจหนึ่งที่ชื่อว่า   Patani Notes  เรื่องราวที่จะได้รับฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องท้าทายนักสื่อสารมวลชนอย่างฉันตั้งแต่วันแรกเลย เมื่อทฤษฎีเสรีภาพสื่อมาเจอกันสถานการณ์จริง ครั้งหนึ่งปิดตา จับมือ เขียนหนังสือ ไม่ใช่แค่มีอยู่ในทฤษฎีเท่านั้น  การเผยแพร่เรื่องราวของผู้ร้องเรียนความยากลำบากจากการจัดการกักตัวป้องกันโรคโควิด19  ของหนึ่งครอบครัว กลายเป็นเรื่องท้าทาย เสรีภาพของสื่อมวลชนท้องถิ่นแห่งหนึ่งจนส่งผลให้สื่อท้องถิ่นอย่าง Patani NOTES ต้องออกมาพิมพ์จดหมายขอขมา

ผู้เล่าเรื่องคือหนึ่งในแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ Patani NOTES เริ่มต้น คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นกับครอบครัวของในพื้นที่ปัตตานี  ฉันยังไม่เคยไปปัตตานี  แต่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่ฉันเริ่มงานด้วยวันที่ 1 เมษายน นี้ มีพื้นที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนพื้นที่แห่งนี้มาหลายปี     ครอบครัวที่กำลังเป็นประเด็นในการพูดคุยนี้เป็นชาวบ้านในจังหวัดปัตตานี

ครอบครัวนี้มีน้องชายคนหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากมาเลเซีย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563    น้องชายคนนี้ทำงานทำงานก่อสร้างและเมื่อเจอฝุ่นจากดินและทรายและเขาเองก็เป็นโรคภูมิแพ้  ทำให้มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล อาการก็จะคล้ายๆกับที่เล่ากันว่า แต่การอาการแสดงคล้ายกับโรคระบาดโควิด19 ที่เป็นอยู่  แต่ดูเหมือนว่าน้องชายไม่มีทางเลือกต้องออกไปรับจ้างทำงานก่อสร้างเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีเงินเลี้ยงปากท้อง ทำให้เขาและครอบครัวเป็นที่หวาดระแวงในชุมชน

ครอบครัวนี้ มีสมาชิก 7 คน พ่อแม่ลูกและทวดอายุร่วมร้อยกว่าปี ในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ครอบครัวนี้ถูกคนในชุมชนมองข้ามทำให้เป็นคนอื่นภายใต้การระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ประชาชนต่างใช้ชีวิตบนความตื่นตระหนก หวาดระแวง ต่อความเป็นอยู่ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

วันที่ 30 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่ของสาธารณสุขมารับตัวน้องชายคนนี้ไปกักตัว แต่ สมาชิกในครอบครัวเล่าว่าเจ้าหน้าที่เคยมาเก็บข้อมูลน้องชายเธอตั้งแต่กลับมาจากประเทศมาเลเซียแล้ว ตอนนั้นน้องชายยังไม่แสดงอาการเสียด้วยซ้ำแต่ก็ไม่ได้มีการตรวจหาเชื้อแต่อย่างใด ระหว่างนั้นทุกคนในบ้านถูกกักตัวกันทั้งหมด ภาระทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่สมาชิกในครอบครัวคนนี้ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในอำเภอเมืองต้องคอยส่งข้าว ส่งน้ำคนที่บ้าน เพราะไม่มีใครสามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้ และทางการเองก็ไม่ได้ยื่นมือมาช่วยเหลือ

สมาชิกในครอบครัวคนนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับเพจ Patani Notes และยินดีให้เผยแพร่ได้เพื่อจะได้รับความช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามว่า “ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวต้องถูกกักตัวไปอีกนานเท่าไหร่ และทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจหาเชื้อน้องชายตั้งแต่กลับจากมาเลเซีย รู้สึกทนไม่ได้ที่ต้องเห็นครอบครัวถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงจากคนในชุมชน”

หลังจากสื่อ Patani NOTES นำเสนอข่าวออกไป มีข้อความส่งมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจว่า ต่อว่าว่าไม่มีจรรยาบรรณสื่อ และทางเพจก็ได้ทิ้งเบอร์โทรเพื่อแสดงความจริงใจเพื่อจะได้ปรับปรุงและแก้ไขข้อมูลที่นำเสนอ

ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กแฟนเพจก็มีคนมากระหน่ำต่อว่าอย่างต่อเนื่องด้วยข้อความทำนองว่าจะทำให้สามจังหวัดชายใต้ต้องลุกเป็นไฟ ภายหลังสืบทราบว่าเฟซบุ๊กส่วนใหญ่เป็นเฟซบุ๊กอวตาร (บัญชีผู้ใช้ที่ไม่มีตัวตน) เข้ามาก่อกวนเป็นส่วนใหญ่

เช้าต่อมาหลังจากเพจนี้ได้นำเสนอข่าวความเดือดร้อนของครอบครัวหนึ่งที่ถูกกักตัว   ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งก็ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงการนำเสนอข่าวครอบครัวนี้ว่า เนื้อหาข่าวมีความคลาดเคลื่อน และยอมรับว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่อาจจะล่าช้า นอกจากนี้ยังลงท้าย ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ทาง Patani NOTES ตกใจมากว่าทำไมเรื่องราวถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ เพราะนำเสนอข่าวแบบกลั่นกรองแล้วว่าไม่มีการกล่าวถึงบุคคลใดโดยเจาะจง  ระหว่างนั้นทางสำนักข่าวก็ติดต่อขอพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ตลอดมาตั้งแต่แรก   ก็ยังได้คำตอบเดิมว่าไม่สามารถพูดคุยได้ตอนนี้

ระหว่างที่แอดมินเพจได้พยายามทำความตกลงกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด   จึงได้มีการพบปะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับอำเภอที่ว่าการอำเภอ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขอำเภอให้ข้อมูลว่าการทำงานมีความลำบากอย่างไรบ้าง และมีการยอมรับว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่ตกหล่นจริง

มีการประสานงานจากบุคคลหนึ่งว่า Patani NOTES แสดงความรับผิดชอบโดยการลบโพสต์และเขียนจดหมายขอขมา  แต่ทางแอดมินเพจไม่เห็นด้วยเสียทีเดียวเพราะจะเท่ากับว่าไปทำให้คำพูดของครอบครัวนี้ที่ไว้ใจเปิดเผยข้อมูลให้กับเรามีปัญหา

ระหว่างที่ฉันรับฟังเหตุการณ์ทั้งหมด ฉันไม่สามารถคลายปมระหว่างหัวคิ้วได้เลย ยิ่งประโยคที่กล่าวว่าสื่อต้องได้รับการอนุญาตก่อนนำเสนอข่าว มันคืออะไรกัน เพราะว่าหากจะกล่าวถึงการทำงานของสื่อคือนำเสนอความจริง เป็นกระบอกเสียงให้คนตัวเล็กที่เป็นชายขอบ ยิ่งในกรณีของครอบครัวนี้แล้ว สิ่งที่ Patani NOTES นำเสนอไม่มีความผิดอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ และในวิชาชีพสื่อไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่าการถูกปิดตา จับมือเขียนหนังสืออีกแล้ว

น่าเศร้าที่ตำรากับความเป็นจริงสวนทางกัน สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การคุกคามสื่อทำได้โดยง่ายดายเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์ การสร้างความหวาดกลัวกลายเป็นเรื่องที่ปกติ พวกเราจำทนในสภาพที่ถูกบีบให้เป็นไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า

ไม่รู้ว่าแสงสว่างปลายอุโมงค์จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเฉกเช่นเดียวกันกับความภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งประเทศของเราเคยมีเสรีภาพสื่อหรือไม่

%d bloggers like this: