แถลงการณ์องค์กรสิทธิฯ เรื่องความสูญเสียที่ริมเขื่อนปัตตานีและการระเบิดที่ศอบต. ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนบทบาทของการเจรจาสันติภาพ

แถลงการณ์เรื่องความสูญเสียที่ริมเขื่อนปัตตานีและการระเบิดที่ศอบต.

ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนบทบาทของการเจรจาสันติภาพ

เผยแพร่วันที่ 20 มีนาคม 2563

เมื่อวันที่ 12 มีนาคมจนวันนี้วันที่ 20 มีนาคม   2563 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ริมเขื่อนปัตตานีรอยต่อระหว่างตำบลตาเซะ อำเภอเมืองจังหวัดยะลาและ อ.ยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่ทางหน่วยงานความมั่นคงได้ปฏิบัติภารกิจ “การกระชับวงล้อม ปิดล้อมพื้นที่ จากเหตุปะทะคนร้าย” โดยมีรายงานจากการแถลงข่าวของโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ส่วนหน้า (กอรมน.ภาคสี่ส่วนหน้า) ว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นคนร้ายจำนวนสี่รายและมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตหนึ่งราย รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง โดยเริ่มจากการปฏิบัติการปิดล้อม ไล่ล่า กลุ่มบุคคลจำนวน 7 คนที่อ้างว่าเป็นผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ใช้เวลาติดต่อกันทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลารวม  9 วันเต็มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งอาจเป็นยุทธิวิธีที่ขัดกับแนวทางสันติวิธีและลดทอนความพยายามในการเจรจาสันติภาพของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่ใช้แนวทางสันติวิธี รวมทั้งขอให้ทุกฝ่ายแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจต่อกันให้กับผู้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อสร้างสันติภาพในพื้นที่ต่อไป  โดยขณะนี้ทางกอรมน.ภาคสี่ ได้ระบุว่า ขออภัยชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ และจะยุติภารกิจในวันนี้วันที่ 20 มีนาคม 2563 เวลา  16.00 น.

อย่างไรก็ดี แนวทางการปฏิบัติการของหน่วยงานความมั่นคงดังปรากฏเป็นภาพข่าวและการแถลงข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงว่าเป็นการปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่ติดตามคนร้ายตามหมายจับนั้นเป็นการบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับมีการใช้กองกำลังติดอาวุธจำนวนมากตลอดเวลา   9 วัน  และอาจเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้มีการโต้ตอบกลับโดยการวางระเบิดในพื้นที่สาธารณะบริเวณสำนักงานของศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ใจกลางเมืองจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 แรงระเบิดที่รุนแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บสี่รายและทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย  การปฏิบัติการทางทหารและการโต้ตอบกลับโดยความรุนแรงของทุกฝ่ายนั้นมักส่งผลให้เกิดความเดือนร้อนเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง  ส่งผลกระทบต่อการประกอบสัมมาอาชีพ  ความปลอดภัย และสร้างความหวาดกลัวต่อสาธารณะ  รวมทั้งความรุนแรงทางอาวุธที่โต้ตอบกันส่งผลต่อสภาพจิตใจของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว

องค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนทั้งสามองค์กรมีความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ดังนี้

  1. การปราบปรามการก่อความไม่สงบเป็นภารกิจที่สำคัญของหน่วยงานความมั่นคงหากแต่การเร่งรัดและดำเนินการด้วยกำลังพลและอาวุธสงครามต่อกลุ่มบุคคลที่มีหมายจับตามกฎหมายย่อมขัดกันและไม่ใช่แนวทางสันติวิธี   การปฏิบัติการเพื่อให้ได้บุคคลเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นเพื่อให้เกิดการนำคนผิดมาลงโทษ  การปิดวงล้อมและปะทะจนเกิดความสูญเสียหรือที่เรียกกันว่า “จับตาย” นั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการสร้างสันติภาพด้วยการเจรจาตามแนวทางที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะ
  2. การจับตายหรือการใช้ศาลเตี้ยสังหารผู้ต้องสงสัยโดยพลการเป็นการทำลายหลักการทางกฎหมายที่สันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าศาลยุติธรรมจะตัดสินและหลักการ Due process ที่ต้องมีพิจารณาคดีกันในชั้นศาล   อีกทั้งการวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลด้วยคือการไต่สวนการตาย ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่สังหารบุคคลทั้งสี่นั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  3. ในการปฏิบัติการทางทหารหากจะอ้างว่าเป็นภาวะสงครามก็ย่อมต้องนำหลักการทางทหารในภาวะสงครามมาใช้ให้เกิดความสูญเสียเสียหายต่อประชาชนพลเรือนน้อยที่สุด และต้องมีการปฏิบัติการที่ได้สัดสวน ได้ตามความจำเป็น อนึ่งการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายทหารในครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนในการนำไปสู่ข้อเสนอแนะที่จะลดความสูญเสียและการกระทำที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และดำเนินการตามแนวทางสันติวิธีได้อย่างไร

และมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ขอให้กอรมน.ภาคสี่ ทบทวนการปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมบุคคลผู้ต้องสงสัย โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นต่อแนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัด
  2. การทำงานกับชุมชนและภาคประชาสังคมเพื่อให้เกิดการดำเนินการทางกฎหมายต่อประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้ได้ผลในทางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเจรจาสันติภาพ แทนการมุ่งมั่นปราบปรามโดยใช้กำลังทหารที่สร้างให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึก การทำงานด้านเจรจาระดับพื้นที่ที่ไม่เอื้อต่อการเจรจา
  3. ขอให้เยียวยาความเสียหายจากการขาดรายได้ในการประกอบอาชีพ  เนื่องจากหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาการปฏิบัติการทางการทหารในเหตุการณ์ดังกล่าว  เพราะนอกจากสิทธิในชีวิตและร่างกาย ความปลอดภัย การคุ้มครองสิทธิจากรัฐยังหมายรวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างมากจากเศรษฐกิจตกต่ำและการระบาดไวรัส Covid 19 ที่คุกคามวิถีชีวิตตามปกติมากขึ้นหลายเท่าตัว
  4. กรณีการระเบิดหน้าสำนักงานศอบต.ในวันที่  17 มีนาคม 2563 ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยดำเนินการอำนวยความยุติธรรมภายใต้ประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องปรามการก่อเหตุความรุนแรงลักษณะเช่นนี้อีก

ข้อมูลเพิ่มเติม   

นายอิสมาแอ เต๊ะ  เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี

นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางสาวอัญชนา หีมมีนะห์ กลุ่มด้วยใจ


%d bloggers like this: