ใบแจ้งข่าว: ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ใบแจ้งข่าว: ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

เผยแพรวันที่ 20 มกราคม 2561

               คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ที่บริเวณริมถนนปราณบุรี-สามร้อยยอด หมู่ที่ 1 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี และชาวโมรอคโค ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.สามร้อยยอด ว่าทั้งสองได้ถูกคนร้ายซึ่งใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ ร่วมกันทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายณัฐวัตร หรือเจมส์ หรือเจมส์หรอ หรือเจมส์หลอ ธนัฏฐิกาญจนา  หรือธนัฎฐิกาญจนา ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวต่อศาลจังหวัดหัวหินคดีหมายเลขคดีดำที่ ทอ.2/2560 ซึ่งนายณัฐวัตร หรือเจมส์ หรือเจมส์หรอ หรือเจมส์หลอ ธนัฏฐิกาญจนา  หรือธนัฎฐิกาญจนา จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและซัดทอด นายออภิศักดิ์ สีละมุด จำเลยที่ 2 และ นายศรัญญู สายน้ำเขียว จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธตลอดมา  หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้กลับคำให้การและร้องเรียนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนในชุดจับกุมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ มูลนิธิฯจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบกรณีร้องเรียนดังกล่าว และพบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพจริง และพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำมากล่าวหาจำเลยทั้งสามมีพิรุจและไม่น่าเชื่อถือ จึงได้ร่วมกับ Innocence Project ให้ความช่วยเหลือจัดหาทนายความให้แก่จำเลยในคดีนี้

               ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ และยานพาหนะ จริงตามฟ้อง จึงมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามคน คนละ 18 ปี ปรับคนละ 900 บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษจำเลยที่ 1 คงจำคุก 12 ปี ปรับ 600 บาทและทีมทนายความได้ดำเนินการยื่นเรื่องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วนั้น ในวันนี้วันที่ 20 มกราคม 2563 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดหัวหินนัดอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งศาลชั้นอุทธรณ์ได้ให้เหตุผล ดังต่อไปนี้

               ประการแรก คดีนี้ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และ 3 ในชั้นจับกุม ศาลอุทธรณ์ภาค7 เห็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ได้ระบุขั้นตอน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดประกอบ ไม่ว่าที่มาจะมาด้วยเหตุผลใดก็ตาม และแม้จำเลยที่ 1 จะปฎิเสธในชั้นต่อมา และจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลย โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่โรงแรม VIP และร้านสะดวกซื้อ เป็นพยานหลักฐาน ทั้งมีพยานซึ่งเป็นเพื่อนสาวอยู่ด้วยสองคน ประกอบกับพนักงานโรงแรม VIP ได้เบิกความสนับสนุนว่า ในวันดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้เข้าพักที่โรงแรม VIP ห้องหมายเลข ๑๑ กับผู้หญิง 2 คนจริง จึงเห็นว่า โจทก์มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ และคำให้การของผู้เสียหายที่ ๒ ในชั้นสอบสวนและชั้นสืบพยานก่อนฟ้องเท่านั้น จึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ

               ประการที่ 2 ลายนิ้วมือแฝงที่ขวดสุราที่ใช้ในการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และลายพิมพ์นิ้วมือที่ขวดน้ำพลาสติกทีมีกลิ่นน้ำมัน นั้นที่โจทก์อ้างว่าคนร้ายใช้ขวดดังกล่าวใส่น้ำมันรถจักรยานยนต์ที่ปล้นจากผู้เสียหายมา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ผลการตรวจลายนิ้วมือแฝง ก็ไม่ตรงกับจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด อีกทั้งสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสาม ก็ไม่พบว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้

               ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ลำพังบันทึกคำรับสารภาพและบันทึกคำให้การรับสารภาพตอนต้นของนายณัฐวัตร จำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อย ต้องรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น แต่เมื่อพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงไม่พอรับฟังได้ว่าร่วมกันปล้นทรัพย์และร่วมกันพาอาวุธตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง

               ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งข้อสังเกตว่า ในคดีนี้ แม้จะมีพยานหลักฐานว่าในชั้นจับกุมเจ้าหน้าที่บางคนได้ซ้อมทรมานผู้ต้องหา เพื่อให้รับสารภาพและมีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเพื่อนของจำเลยและพยานสำคัญในคดี แต่เจ้าหน้าที่และผู้ล่วงละเมิดทางเพศดังกล่าวไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด สาเหตุส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่กระทำทรมานมักไม่ถูกลงโทษ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน แม้ว่าประเทศไทยจะได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปี 2550 แต่ยังไม่มีกฎหมายในประเทศเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว โดยกระทรวงยุติธรรมและภาคประชาสังคมกำลังผลักดันให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว

_____________________________________________________________________________

ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อมูลคดี  https://voicefromthais.wordpress.com/?s=สามร้อยยอด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ประสานงานคดี 096-7569169

%d bloggers like this: