แถลงการณ์เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย กรณีการฆาตกรรมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมือง นายพอละจี รักจงเจริญ

แถลงการณ์เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)

ร่วมกับภาคีเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย

กรณีการฆาตกรรมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมือง นายพอละจี รักจงเจริญ

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ซึ่งได้ร่วมติดตามข่าวการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ มาตั้งแต่ปี 2557 ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งกับครอบครัว ญาติและผู้ร่วมต่อสู้ของนายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ หลังจากที่ทราบข่าวและมีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 แล้วว่าบิลลี่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ถึงแม้ว่ายังไม่ทราบชัดว่าบิลลี่เสียชีวิตอย่างไร แต่จากหลักฐานประกอบหลายอย่างเท่าที่ค้นพบ สันนิษฐานได้ว่าพฤติการณ์ของผู้กระทำการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะการฆาตกรรมโดยทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองอย่างร้ายแรง ตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานที่ประเทศไทยเป็นภาคีแล้ว และขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ที่รัฐบาลและรัฐสภาไทยได้อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี

          ทางเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองฯ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองในเอเชีย 14 ประเทศ

ขอสนับสนุนข้อเรียกร้องของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคมอื่น ๆ โดยขอให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐดำเนินการดังนี้

          1. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวน สอบสวนต่อไปเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น

          2. ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองพยาน โดยเฉพาะครอบครัวของบิลลี่ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้พ้นจากการข่มขู่คุกคามจากอิทธิพลใด ๆ

          3. หากพบว่าการกระทำอันใดที่ละเมิดต่อนายพอละจี รักจงเจริญ อาจเกิดจากการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเสียเอง  ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดย้าย หรือพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้ใช้อิทธิพลในการแทรกแซงคดี และหากกระทำผิดจักต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยขั้นร้ายแรงและทางอาญาตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐ

          4. หากพบว่าการเสียชีวิตของนายพอละจี รักจงเจริญ มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กระทำหรือร่วมเป็นผู้กระทำ รัฐบาลจักต้องจ่ายค่าชดใช้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่สูญเสียไปให้แก่ครอบครัวของนายพอละจี รักจงเจริญ เพื่อเยียวยาความทุกข์ยากของครอบครัวตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

          5. ให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มติ คณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะมีความสอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นและเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน สามารถลดความขัดแย้งและความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

          6. ขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัด ดำเนินการในการตรากฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อให้การคุ้มครองประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดกรณีดังเช่นบิลลี่อีก

          7. ให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อบัญญัติในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในปี 2550 ให้เป็นรูปธรรม  ปฏิญญาฯ นี้คือสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดและดำรงชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง

ด้วยจิตวิญญาณและศรัทธาในพลังแห่งความถูกต้องและยุติธรรม

วันที่ 6 กันยายน 2562

เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมือง

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)

และ ภาคีเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย

%d bloggers like this: