“การทรมานหาหลักฐานไม่ง่าย การค้นหาความจริงยังสำคัญสำหรับกระบวนการสันติภาพ”

“เรื่องของคนคนหนึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในสังคมได้เพราะความเป็นกลุ่มชาติพันธ์เดียวกันและความรู้สึกความเป็นเหยื่อร่วมก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพหากเกิดขึ้นในพื้นที่ขัดแย้ง และการเป็นเหยื่อเกิดจากการกระทำของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติพันธ์นั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องอับดุลเลาะไม่ใช่เรื่องของคนคนหนึ่งหรือครอบครัวหนึ่งแต่เป็นเรื่องระดับประเทศที่ต้องร่วมกันร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม ทางออกที่ว่านั้นก็คือการค้นหาความจริง การนำคนผิดมาลงโทษ การเยียวยาผู้ที่เป็นเหยื่อและการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำ ซึ่งก็คือหลักการของความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจจะดูเหมือนง่าย เพราะรัฐบาลมีโครงสร้างในการดำเนินการที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในอดีตกับเรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา เราพบว่า มีแต่กระบวนการเยียวยาเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ เพราะขาดการดำเนินการในอีก 3 ด้านที่ว่า ณ ตอนนี้รัฐพยายามที่จะค้นหาความจริง และหวังว่าการค้นหาความจริงจะนำไปสู่การดำเนินการอื่นๆ ที่จะกลายเป็นฟันเฟืองในการสร้างสันติภาพที่แท้จริงได้ในอนาคต”

การซ้อมทรมานเป็นมากกว่าการละเมิดสิทธิของคนคนเดียว แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกถึง “ความเป็นเหยื่อร่วม” ที่อาจเพิ่มความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนใต้และส่งผลกระทบในแง่ลบต่อกระบวนการสันติภาพได้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนทุกท่านอ่านบทความ “การทรมานหาหลักฐานไม่ง่าย การค้นหาความจริงยังสำคัญสำหรับกระบวนการสันติภาพ” ของคุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ จากกลุ่มด้วยใจ เพื่อหาคำตอบว่า การสอบสวนความจริงและนำคนผิดมาลงโทษในกรณีการซ้อมทรมานสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพอย่างไร

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://ilaw.or.th/node/5364?fbclid=IwAR0a1fcimaF-V2oifQLexo-M7oh_fmMXEinBOcRZXdsZs9Md96_r86buNgA

%d bloggers like this: