เปิดคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีใจแผ่นดิน

Posteruse

คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวไว้ในงานเปิดตัวหนังสือ “ใจแผ่นดิน แผ่นดินกลางใจกะเหรี่ยงแก่งกระจาน” และงานเสวนา: ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน กับการขึ้นทะเบียนแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ณ สถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4  อาคารวิศิษฐ์-ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 3 กค. 2562 ว่า ใจแผ่นดิน เป็นพื้นที่ที่ไกลที่สุดของประเทศไทย เดินเท้าใช้เวลา 4-5 วันจากพื้นที่ที่รถเข้าถึง อยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คนที่อาศัยอยู่ที่ใจแผ่นดินนี้ไม่ได้ติดต่อกับภายนอกเท่าไหร่นัก แม้จะได้รับสัญชาติไทยแต่คนที่อยู่บริเวณดังกล่าวติดต่อคนภายนอกน้อยมาก คนเหล่านี้กลับถูกกระทำรุนแรง บ้านเรือนเป็นร้อยหลังคาเรือนจะถูกเจ้าหน้าที่เผาบ้าน เผาทรัพย์สิน  แผนที่ของกรมแผนที่ทหารที่ทำการสำรวจไว้เมื่อปี 2455 ระบุหมู่บ้านใจแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน และปรากฏบนแผนที่ฉบับอื่นๆ มาโดยตลอด หมู่บ้านใจแผ่นดินเพิ่งหายไปจากแผนที่เมื่อปี 2554 เมื่อมีการเผาหมู่บ้านทิ้ง ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ไม่มีบนแผนที่ประเทศไทยแล้วทั้งที่อยู่มากว่าร้อยปี คนเหล่านี้ลุกขึ้นสู้เพื่อจะเรียกร้องสิทธิ สู้ไปจนถึงศาลปกครองสูงสุด เป็นเรื่องที่น่าชมเชย ปัจจุบันนี้เรื่องเหล่านี้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะชน มีการยืนยันตัวบุคคลปู่คออี้ ยืนยันสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ยืนยันสิทธิทรัพย์สิน สิทธิในบ้าน เหล่านี้มาจากความพยายามของทุกคนที่ช่วยกันถึงการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้

ชาวบ้านไม่ได้สู้เพียงเพื่อชุมชน แต่สู้เพื่อรักษาป่า รักษามรดกทางธรรมชาติให้พวกเรา ขณะเดียวกันรัฐพยายามยกพื้นที่นี้เป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติโดยการไล่คนกะเหรี่ยงออกจากพื้นที่ และในวันที่ 5 กค 2562 จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก โดยประเทศไทยเสนอให้ผืนป่าแก่งกระจานและผืนป่าข้างเคียงเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นเหตุให้เกิดความกังวลอย่างมาก

อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังยืนยันที่จะผลักดันให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้ในเดือนมีนาคม 2562 ชาวบ้านโป่งลึกบางกลอย 120 คนได้ทำหนังสือลงนามถึงคณะกรรมการมรดกโลกว่าไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกอีกครั้ง และอีกสองวันเราคงจะได้เห็นว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะฟังเสียงใคร ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่อ้างว่าพร้อมแล้ว ไม่มีปัญหา รัฐไม่ยอมรับว่าป่านั้นเป็นป่าของไทย แล้วคำถามคือที่นั่นคือป่าของใคร

 

เสียงจากชาวบ้านกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน

ลุงโจซอ กล่าว (ล่ามแปล) เดิมลุงโจซออยู่ละแวกใกล้เคียงใจแผ่นดิน วิถีตอนอยู่บนนั้นสุขสบาย ไม่ต้องคิดมากไม่ต้องลำบาก ปัจจุบันลุงต้องไปทอผ้าที่ศิลปาชีพ เพื่อหารายได้ ลุงกับปู่คออี้อยู่ไม่ไกลกัน เดินประมาณ 10 นาทีถึง เดิมลุงโจชอทำเกษตรหมุนเวียน ไม่ต้องซื้อข้าวซื้อผัก ปีหนึ่งแทบจะไม่ต้องใช้เงินซื้อของ การทำไร่หมุนเวียนที่เรียกว่าหมุนเวียนเพราะใช้ระยะเวลาสิบกว่าปี เพื่อให้ดินและต้นไม้ได้ฟื้นฟู สมัยก่อนไม่ได้แยกไร่ว่าเป็นของใครของมัน แต่ปัจจุบันที่ดินเหลือน้อยมาก ไม่สามารถแบ่งให้คนอื่นได้ บางกลอยบนอยู่มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ซอเล กล่าวสั้นๆ ว่า ในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปที่ใจแผ่นดิน

อ่านคำพิพากษาศาลปกครองได้ที่นี่  คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีแก่งกระจาน

สรุปจากเวปศาลปกครอง http://admincourt.go.th/admincourt/site/08news_detail.php?ids=16937&fbclid=IwAR3MvO2pihQl3mMlQvcYRUi_wXxzAMEt-CwtCpPRp9Q7M49YLX0uarxw-io

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ให้แก่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน (ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน) กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ เข้าดำเนินการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของนายโคอิ กับพวก เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ ประกอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม การเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินจึงทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกต้องสูญเสียปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายละเอียดโปรดอ่านจากเอกสารข่าวศาลปกครองที่แนบมาพร้อมนี้ ​

%d bloggers like this: