มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดสอบคำให้การจำเลย 27 พ.ค. 62 กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ตกเป็นจำเลย เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องกลับ

กรณีนี้มีเหตุสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจยศดาบตำรวจที่ถูกนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องว่าได้ร่วมทำร้ายร่างกายตน เป็นจำเลยที่ 7 ในคดีที่นายฤทธิรงค์ฯฟ้องว่า เมื่อปี 2552 ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีซ้อมทรมานตนระหว่างสอบสวน และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายตำรวจยศพันโทที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ฯไปแล้ว  แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้องดาบตำรวจนายนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 เพราะศาลตัดสินว่าขาดอายุความเนื่องจากการทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์ฯเพียงเล็กน้อยโดยดาบตำรวจนายนี้จึงมีอายุความฟ้องคดีเพียง 1 ปี

เป็นเหตุให้ดาบตำรวจคนดังกล่าวจึงได้ฟ้องกลับนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1285/2561

เหตุที่ดาบตำรวจดังกล่าวได้ยื่นฟ้องนายฤทธิรงค์ฯเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1285/2561 นั้น เนื่องมาจาก เมื่อวันที่10 มิถุนายน 2558 นายฤทธิรงค์ฯ ได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 กล่าวหาว่าตนทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์ฯ โดยใช้มือตบศีรษะนายฤทธิรงค์ฯอย่างแรงเป็นเหตุให้นายฤทธิรงค์ฯได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ และกล่าวหาอีกว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 นายฤทธิรงค์ฯได้เบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะพยานว่าตนได้ใช้มือตบศีรษะของนายฤทธิรงค์ฯ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งดาบตำรวจคนดังกล่าวได้อ้างตนเองเป็นพยาน และขึ้นเบิกความต่อศาลกลับยืนยันข้อเท็จจริงแตกต่างไปว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่นายฤทธิรงค์ฯ อ้างว่าได้ถูกตนทำร้ายร่างกายโดยการตบศีรษะ นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

การที่นายฤทธิรงค์ฯยื่นฟ้องตนต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีเป็นจำเลยที่ 7 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 และได้เบิกความยืนยันว่าตนได้ทำร้ายร่างกายโดยการตบศีรษะ นั้น  เป็นการฟ้องและเบิกความเท็จ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2562 ศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาและนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 27 พฤษภาคม 2562

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดาของนายฤทธิรงค์ฯ ได้พานายฤทธิรงค์ฯ ไปยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว(ประกันตัว)ที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยเงินประกันตัวจำนวน 100,000 บาท ศาลอนุญาตให้ประกันตัว

นายสมศักดิ์ฯ บิดาของนายฤทธิรงค์ กล่าวว่า “การที่นายฤทธิรงค์ฯ ถูกซ้อมทรมาน ตนกับลูกดิ้นรนแสวงหาความยุติธรรมโดยร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐจำนวนมากรวมทั้งต่อ ป.ป.ท. ด้วย เป็นเวลานานถึง 8 ปี ก็ไม่บรรลุผล จนเกือบสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว นับว่าเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสแล้ว  จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจัดหาทีมทนายความมาช่วยเหลือคดี โดยพานายฤทธิรงค์ฯนำคดีมาฟ้องต่อศาลเอง และศาลชั้นต้นพิพากษาเชื่อว่านายฤทธิรงค์ฯถูกตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ซ้อมทรมานจริง ตามคำฟ้อง และพิพากษาลงโทษตำรวจนายหนึ่งแล้ว”

“ตนไม่เคยคิดว่านายฤทธิรงค์ฯ ลูกของตนที่เป็นเหยื่อซ้อมทรมาน จะต้องตกเป็นจำเลยเสียเอง ด้วยการถูกฟ้องกลับในคดีนี้  แม้จะกระทบกระเทือนต่อจิตใจของลูกอย่างมาก แต่ตนและแม่ของลูก ก็ต้องเป็นกำลังใจให้ลูกต่อสู้คดีต่อไปเพื่อพิสูจน์ความจริงให้ถึงที่สุด” นายสมศักดิ์ กล่าวเสริม

นายสมศักดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า“ข้อเท็จจริงที่ว่าดาบตำรวจคนดังกล่าวตบศีรษะอย่างแรงตามที่เคยให้การยืนยันในชั้นสอบสวนตั้งแต่เมื่อปี 2552 ให้การต่อ ป.ป.ท. เมื่อปี 2556  ตามคำฟ้อง และตามที่เบิกความต่อศาลนั้น เป็นความจริงทั้งสิ้น การที่ศาลยกฟ้องดาบตำรวจคนดังกล่าว ก็เพราะคดีขาดอายุความ มิใช่ดาบตำรวจคนนี้ไม่ได้ตบศีรษะลูกชายของตน”

นอกจากนี้ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า “ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานมาตั้งแต่ปี 2550 จึงมีหน้าที่คุ้มครองผู้เสียหายจากการทรมานให้เขามีสิทธิที่จะร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานผู้มีอ่านาจของรัฐนั้น  ในกรณีนี้นายฤทธิรงค์ฯ เป็นผู้ร้องทุกข์ที่ต้องได้รับความคุ้มครองให้พ้นการข่มขู่ ให้หวาดกลัว การถูกฟ้องกลับโดยตำรวจที่ถูกร้องเรียนนั้นเป็นการละเมิดอนุสัญญา และสร้างให้ผู้เสียหายรายอื่นกลัวไม่กล้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิประชาชน ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชน”

คดีนี้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีกำหนดวันนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 น.

%d bloggers like this: