ความเห็นทางกฎหมาย เรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement)โดยกรกนก วัฒนภูมิ นักศึกษา LLM. International Human Rights Law, University of Essex

49797477_1995650133815596_4929632521680846848_n

ความเห็นทางกฎหมายเรื

ความเห็นทางกฎหมาย เรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement)[1]

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1967  แต่หลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulement ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law ) ตามที่ Executive Committee on the International Protection of Refugees.[2] หรือ ExCom ได้รับข้อสรุป No. 6 (XXVIII) NON-REFOULEMENT (1977) ได้เรียกกลับหลักการห้ามผลักดันกลับซึ่งใช้ในทางสากล และเป็นที่ยอมรับทั่วไปของรัฐต่างๆ หลักการผลักดันกลับได้ถูกถือปฏิบัติเป็นที่แพร่หลาย[3] ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกฎหมายประเพณีระหว่างประเทศ คือ 1. ถือปฏิบัติเป็นการทั่วไป (general practice) และ 2. ยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ( Opinion juris sive necessitatis) นอกจากนี้ยังยืนยันในข้อ (c)  ว่าหลักการห้ามผลักดันกลับ ใช้ที่ชายแดน หรือในดินแดนของรัฐ กับคนที่หากถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางอาจจะถูกประหัตประหาร โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการหรือไม่

อีกทั้งหลักการห้ามผลักดันกลับ ยังถือว่าเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาด (Jus cogens) ซึ่งกฎหมายใดๆจะมาขัดไม่ได้

 

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ค.ศ. 1966

 

ข้อ 7 บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลจะถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากความยินยอมอย่างเสรีของบุคคลนั้นมิได้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีความเห็นทั่วไป ที่20 : ข้อ 7 (เรื่องการป้องกันการทรมาน  หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า) ไว้ว่า จุดประสงค์ของบทบัญญัติในข้อ 7 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อที่จะปกป้องทั้งศักดิ์ศรี และความแข็งแรงทางร่างกายและทางจิตใจของปัจเจคชน และยังกล่าวในย่อหน้าที่ 9 ไว้ว่า

ในมุมของคณะกรรมการ รัฐภาคต้องไม่ทำให้ปัจเจคชนมีความเสี่ยงต่อการทรมาน  หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า อันเนื่องมาจากการกลับไปสู่อีกประเทศ โดยวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือ การส่งกลับ[4]

 

อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ค.ศ.1984

ข้อ 3 รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออก)หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน[5]

ซึ่งตามข้อ 1 ได้ให้นิยามการทรมาน ไว้รวมทั้งการทรมานทางร่างกายและจิตใจ

คดีจากศาลสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป

ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป เคยมีคำพิพากษาในคดี Saadi v Italy[6] and Chahal v the United Kingdom[7] ว่ารัฐมีพันธกรณีในการที่จะไม่ส่งปัจเจคชนกลับประเทศใดซึ่งที่ความเสี่ยงจริงที่คนนั้นจะถูกปฏิบัติขัดต่ออนุสัญญาสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (European Convention on Human Rights)

คดี Jabari v. Turkey[8] ศาลพิพากษาว่ามีความเสี่ยงจริงของผู้ยื่นคำร้องที่จะถูกปฏิบัติขัดต่อมาตรา 3 (ห้ามการทรมาน) ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป(European Convention on Human Rights) หากถูกเนรเทศ

 

ดังนั้น 1. หากรัฐไทยส่งกลับบุคคลที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติตน มีความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกสภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือด้วยสาเหตุของความเห็นทางการเมือง และบุคคลนั้นไม่สมัครใจที่จะรับการคุ้มครองจากรัฐของตนอันเนื่องมาจากความหวาดกลัวดังกล่าว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ก็ตาม ก็จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในเรื่องหลักการการห้ามผลักดันกลับ Non-Refoulement

  1. 2. เมื่อดูจากข้อกฎหมายระหว่างประเทศ และเทียบเคียงคำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป หากรัฐไทยส่งบุคคลซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการทรมานทางร่างกาย หรือจิตใจ ไปยังอีกประเทศหนึ่ง ก็จะเป็นการกระทำขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็น ข้อ 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 3 แห่ง อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี

 

 

[1] โดยกรกนก วัฒนภูมิ นักศึกษา LLM. International Human Rights Law, University of Essex

[2] UN High Commissioner for Refugees (UNHCR), Conclusions Adopted by the Executive Committee on the International Protection of Refugees, December 2009, 1975-2009 (Conclusion No. 1-109) <www.refworld.org/docid/4b28bf1f2.html> accessed 6 January 2019.

[3]UN High Commissioner for Refugees (UNHCR), Conclusions Adopted by the Executive Committee on the International Protection of Refugees (Executive Committee—28th Session)

[4] UN Human Rights Committee (HRC), CCPR General Comment No. 20 (1992): Article 7 (Prohibition of Torture, or Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment), HRI/HEN/1/Rev.1,28 July 1994.

[5] อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ข้อ 3

[6] Saadi v Italy (2008) 24 BHRC 123, 125 -142. 

[7] Chahal v the United Kingdom (1996) 23 EHRR 413, 74.

[8] Jabari v. Turkey ECHR 2000-VIII 149.

%d bloggers like this: