Keynote Speech สมชาย หอมลออ ประธานเครือข่ายความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทย (TJAN Thailand, Asia Justice & Rights) , 70th UDHR, SWU

47376537_2183046321945169_1228837710148403200_n48269258_522229698262889_4647108937294807040_nAJAR (logo).png

Key Note Speech สมชาย หอมลออ ประธานเครือข่ายความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทย (TJAN Thailand, Asia Justice & Rights)

กราบเรียนท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒน์ ท่านคณะบดีคณะสังคมศาสตร์ ท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตัวแทนจากกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ท่านเอกอัครราชทูต ทูตานุทูต ประเทศต่างๆ นิสิตนักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

กระผมในฐานะตัวแทนของ เครือข่ายความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทย หรือ Transitional Justice Thailand หรือที่เรียกย่อๆว่า TJ Thailand ซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่ายความเป็นธรรมแห่งเอเซีย หรือ Asia Transitional Justice  หรือ TJA ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงาน ๗๐ ปี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน “ สิทธิของเรา หน้าที่ของใคร” หรือ 70 UDHR,  Our Rights, Whose Responsibility” ในวันนี้

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำขึ้นและรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทสไทยได้ร่วมประชุมอยู่ด้วย ในฐานะรัฐสมาชิกลำดับที่ 55  โดยจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 หรือ 1948 คือเมื่อ 70 ปีมาแล้ว

การที่สหประชาชาติได้จัดทำปฏิญญาฉบับนี้ขึ้น เป็นผลมาจากความขัดแย้งที่รุนแรงและกว้างขวางระหว่างมนุษยชาติ เกิดเป็นมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ได้ก่อโศกนาฎกรรมแก่มวลมนุษยชาติอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในภาคพื้นยุโรป อัฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และตะวันออกไกล แม้แต่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของความขัดแย้ง ก็ยังมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน ดังเห็นประจักษ์ที่สุสานของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ถูกบังคับใช้แรงงานทาส ให้สร้างทางรถไฟสายมรณะ ในจังหวัดกาญจนบุรี

การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงและกว้างขวางในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สรุปเป็นบทเรียนไว้ในย่อหน้าแรกของอารัมภบทของปฏิญญาฯ ที่ว่า

“การยอมรับศักดิ์ศรีแต่กำเนิด และสิทธิที่เท่าเทียมกันและไม่อาจเพิกถอนได้ของสมาชิกทั้งมวลแห่งครอบครัวมนุษยชาติ เป็นพื้นฐานแห่งอิสระภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพของโลก”

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้นำเอาหลักการสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ประมวลและรับรองไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในปฎิญญาฯ  โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่ระบุไว้ในข้อที่ 1 แห่งปฏิญญาที่ว่า

“มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยจิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ”

ปฏิญญายังได้รับรองสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งสิทธิของชนกลุ่มต่างๆ เด็ก สตรี ผู้ต้องหา ผู้บี้ภัย ฯลฯ เป็นต้น ทั้งสิทธิที่รัฐไม่อาจจำกัดๆได้ไม่ว่าจะด้วยสถานการณ์หรือเหตุผลใดๆ  เช่นสิทธิในเสรีแห่งความคิด ความเชื่อ  การที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ การไม่ถูกทรมานจากเจ้าหน้าที่รัฐ  หรือจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น ปฏิญญาฯ ยังได้ระบุถึงหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิดังกล่าวตามหลักนิติธรรม  รวมทั้งความรับผิดชอบของบุคคลที่มีต่อชุมชนและการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย

บทเรียนและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยวิทธิมนุษยชน ทำให้ปฏิญญาเป็นจุดกำเนิดของพัฒนาการสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ รวมทั้งการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หลายฉบับในเวลาต่อมา ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้ว 7 ฉบับ มีการจัดตั้งกลไกและสถาบันระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั้งที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ และองค์การเอกชน ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทสไทย ก็ได้ นำหลักการด้านสิทธิมนุษยชนไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายในประเทศฉบับต่างๆด้วย

สำหรับ แนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน  ที่หน่วยงานของกระผมยึดถือ พัฒนา เผยแพร่และพยายามผลักดันให้ประเทศต่างๆนำไปใช้เพื่อจัดการให้สังคม ที่เผชิญกับความขัดแย้งและความรุนแรง รวมทั้งสังคมไทยที่เผชิญกับความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง ทั้งในระดับชาติ และในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สังคมสามารถเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งรุนแรง ไปสู่สังคมที่มีสันติสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

โดยความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมีหลักการที่สำคัญ 4 ประการคือ

  1. การตรวจสอบค้นหาความจริงของความขัดแย้งและความรุนแรง รวมทั้งปัญหาอันเป็นรากเหง้า เพื่อให้สังคมรับรู้และตระหนักถึงเหตุ ปัจจัย และที่มาที่ไปของความขัดแย้งและความรุนแรง เพื่อจะได้หาหนทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
  2. การชดใช้ ฟื้นฟู เยียวยาเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการฟื้นฟูเยียวยาทางจิตใจ
  3. การนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและนำกลับคืนสู่สังคมสันติ
  4. การปรับปรุงหรือปฏิรุปเชิงสถาบันหรือเชิงโครงสร้าง เช่นการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย และระเบียบปฏิบัติ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นอีก

การจัดงาน 70 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือของมหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม ภาครัฐ และความร่วมมือและสนับสนุนระหว่างประเทศ  ในการร่วมกันพัฒนาและนำสิทธิมนุษยชนสู่สังคม

ทางเครือข่ายความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทย และเอเซีย มีความยินดีที่จะร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

 

 

 

%d bloggers like this: