ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์คดีเยาวชน14คนจากนราธิวาสและปัตตานีถูกฟ้อง ข้อหาความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง วันที่ 31 กค., 1-3 สิงหาคม 2561 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

37290234_2163420263692814_923037632106070016_n

ใบแจ้งข่าว

เผยแพร่วันที่ 30 กรกฎาคม 2561

 

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์คดีเยาวชน14คนจากนราธิวาสและปัตตานีถูกฟ้อง

ข้อหาความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง

วันที่ 31 กค., 1-3 สิงหาคม 2561 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2561  เวลา9.00น. เป็นต้นไป ที่ฟ้องพิจารณาคดี 808ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ได้มีการพิจารณาคดีอาญา หมายเลขดำที่ 561/2560 ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องชายชาวจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานีรวม 14 คน อายุระหว่าง 19-32 ปี ในฐานความผิดร่วมกันอั้งยี่ ร่วมกันซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยจะเป็นการรับฟังพยานฝ่ายโจทก์เป็นนัดสุดท้าย และจะมีการให้การโดยทนายฝ่ายจำเลยเป็นนัดแรก ต่อเนื่องไประหว่างวันที่1-3 สิงหาคม2561

คดีนี้เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยย่านรามคำแหง กรุงเทพฯ และ ต.บางเสาธง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อเดือนตุลาคม 2559 เนื่องจากการข่าวของฝ่ายความมั่นคงระบุว่ามีกลุ่มบุคคลวางแผนลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเวลาดังกล่าว  โดยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ได้มีการสืบพยานโจทก์ คือ พ.ต.ท.หญิง ดวงมณี พานนาค สารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ซึ่งเป็นพยานโจทก์ปากสุดท้ายจากทั้งหมด 36 ปาก

เยาวชน14 คนที่เดินทางมาทำงานในกรุงเทพจากจังหวัดชายแดนใต้ ถูกจับระหว่างเมื่อวันที่ 10 -15 ตุลาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารได้บุกเข้าไปตรวจค้นหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และชานเมือง ตามรายงานข่าวว่ามีการเตรียมแผนการวางระเบิด และได้จับกุมชาวมุสลิมเชื้อสายมาลายูอย่างน้อย 50 คนประกอบด้วยชาย 42 คนและหญิงแปดคน เกือบทั้งหมดเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงและเยาวชนจากจังหวัดชายแดนใต้ที่เดินทางมาทำงานที่กรุงเทพ  ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจตามคำสั่งของหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ประกาศใช้ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

เยาวชน นักศึกษาและคนงานที่ถูกจับส่วนใหญ่พวกเขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจับไม่นาน แต่มีอย่างน้อย 14 คนที่ถูกควบคุมตัวต่อ รวมทั้งแปดคนที่ถูกควบคุมตัวที่ทหารบกที่ 11 และอีกหกคนที่สถานีตำรวจหัวหมากในช่วงที่จับกุม  ผู้ถูกควบคุมตัวสิบสี่คนนี้มาจากอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส หลายคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ปัญหาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งมีผลมาจากราคายางตกต่ำอย่างหนักจนผลักดันให้พวกเขาต้องมาหางานทำที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องทำงานเป็นลูกจ้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลังการจับกุม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความช่วยเหลือและเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขา  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ. บต.) สนับสนุนการเดินทางของครอบครัวให้มาเยี่ยมนักศึกษาและเยาวชนซึ่งถูกจับที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ดี ไม่มีการอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ถูกควบคุมตัว รวมทั้งมีข้อร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างการควบคุมตัวโดยหน่วยงานทหาร

 

ต่อมามีการส่งตัวบุคคลเหล่านี้ไปควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และที่หน่วยเฉพาะกิจ 46 จังหวัดนราธิวาส หลังถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกอีกเป็นเวลาเจ็ดวัน พวกเขาทุกคนได้รับการปล่อยตัว อีกประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ปี 2559 เจ้าหน้าที่ทหารในจังหวัดชายแดนใต้ได้ควบคุมตัวเยาวชนทั้ง 14 คนอีกครั้งโดยบางส่วนเป็นการมามอบตัวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบ กรุงเทพมหานคร หลังจากศาลอาญาเห็นชอบให้ออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นคดีที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ [คดีอาญา หมายเลขดำที่ 561/2560]

 

พวกเขาจึงถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาหนึ่งปีกับแปดเดือน ทางครอบครัวไม่สามารถประกันตัวพวกเขาออกมาได้ เนื่องจากศาลกำหนดวงเงินประกันไว้สูงมาก ทนายความยังมีความเห็นว่าศาลไม่มักจะไม่ให้ประกันตัวบุคคลในคดีความมั่นคง ที่ผ่านมามูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมที่กรุงเทพฯ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับจำเลยโดยไม่คิดมูลค่า

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โทร 0639751757 (ไทย-อังกฤษ)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  นูรซีกิน ยูโซ๊ะ โทร 099 6296077 (มาลายู-ไทย-อังกฤษ)

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม  ทนายความสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ โทร 089873 1626

%d bloggers like this: