ใบแจ้งข่าว: นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีสิบโทกิตติกร

เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561

 

ใบแจ้งข่าว

    นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น 22 ก.พ. 2561 คดีนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์  มารดาสิบโทกิตติกรฟ้องคดีแพ่งต่อกองทัพบก
จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำ มทบ. 25
กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรจนเสียชีวิต

ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 คดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2560 ซึ่งนางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบกให้รับผิดกรณีละเมิดเป็นเหตุให้ สิบโทกิตติกร จนเสียชีวิต จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรเสียชีวิตในเรือนจำทหาร จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559

โดยที่ผ่านมามีการสืบพยานโจทก์และจำเลยไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 , 7 และ  8 ธันวาคม 2560 ฝ่ายโจทก์นำพยานมาสืบต่อศาลรวม 4 ปาก ได้แก่ 1. รายงานและภาพถ่ายการชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุและขณะผ่าศพที่โรงพยาบาลสุรินทร์  พร้อมคำเบิกความในคดีไต่สวนการตาย ของแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ 2.นายทหารซึ่งเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร 3.เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขตพื้นที่ 3 และ 4. ตัวโจทก์ คือนางบุญเรืองฯ มารดาผู้ตาย  ฝ่ายจำเลยได้นำพยานเบิกความต่อศาลเพียง 1 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นอัยการผู้ช่วย มทบ.25 ผู้รับมอบอำนาจจากกองทัพบก

ทั้งนี้ในคดีนี้ได้มีการไต่สวนการตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2559 โดยศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ว่า “ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายโดยพลอาสาสมัครสี่นาย (ปกปิดชื่อ) ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” อีกทั้งปรากฎในรายงานการผ่าศพของแพทย์พบว่าภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองบวม บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่  บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร กระเพาะอาหารแตก และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ  โดยรายงานการชันสูตรพลิกศพสรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจาก มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครทั้งสี่นายได้การกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้สิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย อีกทั้งมีพลอาสาสมัครผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน  มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วย ทำร้ายสิบโทกิตติกรฯ โดยทรมานและทารุณโหดร้าย และจงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกรฯ และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกรฯ และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรฯ ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้งจนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย

คดีนี้ ศาลแพ่งได้นัดหมายเพื่ออ่านและฟังคำพิพากษา ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00น. ณ ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร จึงขอเชิญผู้ที่สนใจหรือสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา ตามวันและเวลาดังกล่าว หรือติดตามเรื่องราวคดีนี้ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กิตติกร

%d bloggers like this: