โคทม อารียา: คำกล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร”           

IMG20180125193017

คำกล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร”

 

ท่านเอกอัครราชทูต ท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คุณกรรณิกา จรรย์แสง คุณฐากูร บุนปาน และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ

ผมขอขอบคุณสถานทูตฝรั่งเศสที่จัดให้มีการแปลและพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” ที่วิกตอร์ อูโก ได้ประพันธ์ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1829 ขอแสดงความชื่นชมคุณกรรณิกาที่ผลิตผลงานทรงคุณภาพ และขอบคุณสำนักพิมพ์มติชนที่ผลิตวรรณกรรมที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่งครับ

อูโกเขียนไว้ในคำนำว่า เราอาจมองหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นความคิดช่วงสุดท้ายของคนทุกข์คนหนึ่งก็ได้ หรือมองว่าเป็นผลงานของคนหนุ่ม (เขาอายุ 27 ปีเมื่อหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมา) ที่เป็น “คนช่างฝันคนหนึ่งที่คอยสังเกตธรรมชาติเพื่ออภิบาลศิลปะ (au profit de l’art)” ก็ได้ ส่วนผมคิดว่างานนี้เป็นทั้งผลงานศิลปะและการแสดงความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทนทุกข์แสนสาหัสเมื่อคมมีดกำลังคืบใกล้เข้ามา ในจินตนาการของอูโก การทรมานใจของนักโทษที่เขาถ่ายทอดออกมาก็คือ “ข้าพเจ้าทิ้งแม่ ทิ้งภรรยา และลูกคนหนึ่งไว้ข้างหลัง … เมื่อข้าพเจ้าตาย ก็จะมีผู้หญิงหนึ่งคนเสียลูก หนึ่งคนเสียสามี และอีกหนึ่งคนเสียบิดา … ข้าพเจ้ายอมรับว่าโทษทัณฑ์ที่ตกแก่ข้าพเจ้านั้นมีเหตุสมควร แต่หญิงผู้บริสุทธิ์สามนางนี้เล่า พวกหล่อนทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ … นี่ละหนอคือความยุติธรรม” เขาไม่ห่วงแม่และภรรยาสักเท่าไร “แต่หนูน้อยลูกของพ่อเล่า … แม่สาวน้อยคนนี้นี่เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเจ็บปวดนัก!” มุมหนึ่งของโศกนาฏกรรมก็คือ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนการกิโยติน มีคนพาลูกสาวที่ชื่อมารีมาหา เขาขอได้ยินคำว่าปาป๊าจากปากของมารี “จากปากน้อย ๆ ขอเพียงอีกครั้งเดียว ครั้งนี้ครั้งเดียว! นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าใคร่ร้องขอเพื่อแลกกับสี่สิบปีของชีวิตที่เขาจะพรากเอาไป” แต่เธอก็จำเขาไม่ได้ เพียงบอกว่าปาป๊าตายไปแล้ว “หนูสวดขอให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองท่านบนตักแม่ทั้งตอนเช้าตอนค่ำเลยค่ะ”

อูโกและนักปราชญ์คนอื่น ๆ ได้เพียรพยายามให้มีการยกเลิกโทษประหาร มีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อการนี้นับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะประสบผลสำเร็จก็ในสมัยประธานาธิบดีฟร็องซัวส์ มิตแตร์ร็องด์ โดยเป็นผลงานชิ้นสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ชื่อโรแบรต์ บาเด็งแตร์ ในปี ค.ศ. 1981 หรือประมาณหนึ่งศตวรรษครึ่งหลังการริเริ่มของอูโกนั่นเอง ณ เวลาที่ประสบความสำเร็จนี่เอง ที่มีเชล ฟูโกลต์ได้สรุปข้อถกเถียง เพื่อประโยชน์แก่การรณรงค์เรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่อื่น ๆ ต่อไปว่า “การปฏิเสธที่จะตัดศีรษะใครก็ตาม ด้วยเพราะ (เห็น) เลือดพุ่งกระเซ็น เพราะเป็นเรื่องที่คนดี ๆ เขาไม่ทำกัน และเพราะบางทีอาจเสี่ยงที่จะไปบั่นคอคนบริสุทธิ์นั้น ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องง่าย แต่การปฏิเสธโทษประหารชีวิต ด้วยหลักการที่ว่าไม่มีอำนาจใด … มีสิทธิ์ที่จะละเมิดชีวิตมนุษย์ นี่จึงจะเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญ” ครับ ควรหรือไม่ที่เราจะเปลี่ยนมุมมอง จากผู้ที่ถามว่าจะกระทำการประหารดีหรือไม่ มาเป็นมุมมองของผู้ที่จะถูกกระทำ ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกละเมิดในขั้นพื้นฐานที่สุดคือการตัดชีวิตหรือไม่

ความเห็นของผู้ที่สนับสนุนการประหารชีวิตนั้นน่าจะมีพื้นฐานบนความกลัว กลัวภัยคุกคามจากอาชญากรรมที่รุนแรง จึงเรียกร้องให้มีการคุ้มกันสังคม คุ้มกันผู้บริสุทธิ์ คนร้ายถ้าไม่กำจัดออกไปเสีย ก็อาจพ้นโทษออกมาก่ออาชญากรรมได้อีก คนร้ายที่เห็นว่าอาชญากรรมใดมีโทษถึงประหารก็อาจยับยั้งชั่งใจไม่ทำความชั่ว โทษประหารจึงมีผลในทางป้องปรามการก่ออาชญากรรม เรื่องเหล่านี้ยากที่จะถกเถียงด้วยเหตุผลหรือสถิติตัวเลขได้ แม้จะมีตัวเลขมากมายที่ระบุว่าการป้องปรามไม่เกิดขึ้นจริง และการยกเลิกโทษประหารในประเทศส่วนใหญ่ของโลก ก็ไม่ทำให้อาชญากรรมร้ายแรงในประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนในประเทศไทย การที่ผู้ถูกลงโทษประหารเกือบครึ่งหนึ่งต้องโทษเพราะยาเสพติดนั้น ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้ยาเสพติดลดลงแต่อย่างใด เราคงต้องใช้เวลาขัดเกลาด้วยคำสอนของทุกศาสนาที่ถือความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตเหนืออื่นใดกันต่อไป พร้อมทั้งเล่าเรืองที่ชี้การเปล่าประโยชน์ของโทษประหารไปเรื่อย ๆ ในที่นี้ ขอยกเรื่องที่ท่านทูตยกมาเล่าเรื่องหนึ่งที่ค้านความเชื่อที่ว่า คนที่เห็นการประหารชีวิตจะกลัวที่จะทำความผิด ดังนี้ ในท่ามกลางฝูงชนที่มามุงดูการประหารชีวิต และร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งให้ฆ่าให้ตาย มีหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ซึ่งอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น “ถูกจับและถูกประหารชีวิตโทษฐานฆ่าเด็กชายอายุเจ็ดปีรวมอยู่ด้วย นี่เป็นคำตอบที่ชี้ให้เห็นว่า การลงโทษประหารชีวิตเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างนั้น ไร้ผล

ในการสำรวจความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพจากกลุ่มตัวอย่าง 1031 คน พบว่า มีเพียง 9% ที่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหาร อย่างไรก็ดี ยังมีความหวังอยู่ว่า ผู้ที่เห็นด้วยดังกล่าวเพิ่มเป็น 22% เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูล อนึ่ง แม้ในประเทศยุโรปที่ยกเลิกโทษประหารแล้วราวสิบประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เคยอยู่ในอิทธิพลหรือภายใต้สหภาพโซเวียต) เสีย’ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นด้วยกับการมีโทษประหาร ดังนั้น การรณรงค์ยกเลิกโทษนี้ในประเทศไทย คงต้องใช้เวลา และควรเริ่มต้นอย่างจริงจังแต่บัดนี้

แนวทางการรณรงค์คงต้องรอบด้าน ทั้งในทางกฎหมาย โดยชี้ถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันเป็นที่ยอมรับโดยสากล การมีโทษทางอาญาที่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิดและการให้โอกาสผู้กระทำผิดที่จะแก้ไขตนเอง ในทางคำสอนของศาสนา โดยชี้ถึงความกรุณา ไม่อาฆาตมาดร้ายกัน ในทางสังคม ที่เน้นการเรียนรู้และการมีมุมมองที่เปิดกว้าง ที่สำคัญและมีผลจริงจังคือการรณรงค์ทางการเมือง เราควรสนับสนุนผู้นำทางการเมืองที่มีอุดมคติ มีความมุ่งมั่นที่จะนำสังคม แม้คนจำนวนมากจะเห็นต่างอยู่ในขณะนี้ก็ตาม

ผู้ที่จะช่วยกันรณรงค์ในเรื่องนี้ ควรรวมถึงฝ่ายต่าง ๆ ให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยผู้ที่บทบาทนำในทางราชการมีอาทิกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในบรรดาองค์กรภาคประชาสังคม เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล ซึ่งประธาน คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ก็มาร่วมงานในวันนี้ และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งอดีตประธาน คุณแดนทอง บรีน ผู้รณรงค์การยกเลิกโทษประหารมาโดยตลอดก้มาร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนบรรดามิตรประเทศ น่าจะช่วยได้โดยการสนับสนุนทั้งทางข้อมูล วรรณกรรม และทางศิลปะ เช่นการแปลหนังสือของอูโกนี้ที่เป็นตัวอย่าง รวมถึงการจัดกิจกรรมเช่นการประชุมที่สถานทูตฝรั่งเศสเคยจัดร่วมกับสำนักงาน กสม. เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ การใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้สื่ออย่างเหมาะสม

ข้อเรียกร้องในการรณรงค์อาจมีเป็นลำดับไปตามที่ กสม. เคยเสนอไว้คือ

  • ระยะที่ 1 คงการพักการปฏิบัติ คือไม่นำนักโทษมาประหารชีวิตซึ่งมีการพักเช่นนี้มาเกือบ ๙ ปีแล้ว
  • ระยะที่ 2 แก้กฎหมายไม่ให้มีการบัญญัติโทษประหารชีวิตสถานเดียว
  • ระยะที่ 3 ยกเลิกโทษประหาร กรณีความผิดที่ไม่ใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด (most serious crimes) ตาม Second Optional Protocol to ICCPR
  • ระยะที่ 4 ยกเลิกโทษประหารสำหรับอาชญากรรมทุกประเภท

ผมหวังว่าการเปิดตัวหนังสือ “วันสุดท้ายของนักโทษประหาร” ในวันนี้ เป็นโอกาสที่ทุกท่านจะรักษาภาพของคนคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสใว้ในใจ เพื่อปลุกภาวะจิตแห่งความกรุณาให้แผ่กว้างถึงนักโทษทุก ๆ คน

ขอบคุณครับ

 

โคทม อารียา

25 มีนาคม 2561  

 

%d bloggers like this: