คำกล่าวเปิดงาน โดย ซินเธีย เวลิโก้

คำกล่าวเปิดงาน โดย ซินเธีย เวลิโก้
ผู้แทนประจำภูมิภาคของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ สำนักงานระดับ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื องในกิจกรรมสาธารณะวันรำลึกถึงเหยื อของการสูญหายโดยถูกบังคับ ในหัวข้อ
“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและการบังคับสูญหายความยุติธรรม”
วันพุธที ./ สิงหาคม พ.ศ. 234/ ณ อาคารอนุสรณ์ สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน กรุงเทพฯ

เรียน คุณพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาคุณพอละจี หรือบิลลี รักจงเจริญ
คุณอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาคุณสมชาย นีละไพจิตร
แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ คณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ
แขกผู้มีเกียรติจากองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรทางการทูต และกระทรวงการต่างประเทศ
ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ดิฉันใคร่ขอกล่าวต้อนรับทุกท่านเข้าสู่กิจกรรมที่สำคัญเพื่อระลึกถึงเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อจากการสูญหายโดยถูกบังคับ
เรามาอยู่ร่วมกันในวันนีเพื่อแสดงออกซึ่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการสนับสนุนเหยื่ออทุกคนและทุกครอบครัวของผู้สูญหายโดยถูกบังคับ

การสูญหายโดยถูกบังคับ ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในอดีต อีกทั่งยังมิใช่ปรากฏการณ์ทีเกิดขึน’ เฉพาะประเทศใด ประเทศหนึง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึงโดยเฉพาะ แต่การสูญหายโดยถูกบังคับเป็นปัญหาระดับโลก และเป็นทีน่าเสียใจที่การสูญหายโดยถูกบังคับยังคดำเนินอยู่ต่อไปด้วยการลอยนวลผู้กระทำความผิดอย่างสมบูรณ์แบบโดยรัฐบาลทุกภูมิภาคของโลก ในปัจจุบัน การสูญหายโดยถูกบังคับมิได้ถูกนำมาใช้เฉพาะในช่วงระหว่างความขัดแย้ง หรือระหว่างการริเริ่มการต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้น แต่รูปแบบใหม่ (ของการสูญหายโดยถูกบังคับ) ชี้ให้เห็นว่า การสูญหายโดยถูกบังคับถูกนำมาใช้มากขึ้นกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และบุคคลผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนโยบายของรัฐบาล การสูญหายโดยถูกบังคับยังถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างความหวาดกลัว ไม่เพียงแต่เฉพาะกับครอบครัวของเหยื่อ เพื่อนพ้อง ผู้ร่วมงาน แต่กับสังคมวงกว้างทั้งหมดด้วย

อนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ เป็นกรอบกฎหมายทีมีความสำคัญยิ่งยวดในการต่อสู้เพื่อยุติการการสูญหายโดยถูกบังคับ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้มีเพียง 57 ประเทศเท่านั้นที่ลงนามให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ
ในวาระวันแห่งการรำลึกถึงเหยื่อของการสูญหายโดยถูกบังคับสากลของ
สหประชาชาติ สำนักงานฯ ของเราจึงได้เปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อเพิ่มจำนวนประเทศทีลงนามให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาฯ เป็นสองเท่าภายในปีค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) ดิฉันใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านสนับสนุนโครงการรณรงค์นี้และเพื่อกระตุ้นให้ทุกรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงนามให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาฯ ฉบับนี้
ในประเทศไทย คณะทำงานว่าด้วยการบังคับสูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ (The UN
Working Group on Enforced Disappearances) ได้บันทึกกรณีการบังคับสูญหายในประเทศไทยไว้ถึง 82 กรณี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 (หรือพ.ศ. 2523) ในจำนวนดังกล่าว รวมกรณีทนายความนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สมชาย นีละไพจิตร สูญ
หายโดยถูกบังคับเมื่อปีพ.ศ. 2547 และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาติพันธ์ุกะเหรี่ยง พอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ สูญหาย
โดยถูกบังคับเมื่อปีพ.ศ. 2557 ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นกรณีที่เป็นสัญลักษณ์และต่างเป็นกรณีที่เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เหยื่อและครอบครัวของพวกเขาและรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญ
ทั้งสองกรณีนี้ยังตอกย้ำถึงภาวะสูญญากาศทางกฎหมายซึ้งทั้งนโยบายและกระบวนการยุติธรรมของไทยยังไม่สามารถที่จะสถาปนาความจริงและยังไม่สามารถนำความยุติธรรมมายังกรณีซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ทั้งนี้ความท้าทายที่ต้องเผชิญในการสถาปนาความจริงและความยุติธรรมในกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับ ได้แก่

1. กระบวนการสืบสวนสอบสวนตั้งแต่ขั้นแรกจนตลอดกระบวนการปราศจากความโปร่งใส
2. การสูญหายโดยถูกบังคับไม่เป็นความผิดทางกฎหมายอาญาอันสร้างความยากลำบากให้แก่ครอบครัวของเหยือในการริเริ่มขั้นตอนตามกฎหมาย และยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรับเรื่องร้องเรียนและการตั้งข้อกล่าวหา และ
3. ครอบครัว (ของเหยื่อ) ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแทนในฐานะโจกท์ร่วมในกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับ ทำให้
ไม่มีความเป็นไปได้เลยทีครอบครัวจะมีส่วนร่วมในกระบวนการตามกฎหมาย

หากว่าเหยื่อและครอบครัวของพวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอที่จะเปิดเผยชะตากรรมของผู้สูญหายโดยถูกบังคับ สิ่งนี้จะเป็นดั่งผลสะท้อนระบบยุติธรรมด้วย รัฐบาลไทยต้องจัดการปัญหานี้โดยเร่งด่วน และรีบรุดลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับของสหประชาชาติเป็นก้าวแรก

คณะทำ งานของสหปร ะชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ ( The UN Working Group on Enforced
Disappearances) และข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กระตุ้นให้รัฐบาลไทยพยายามอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความเด็ดเดี่ยวในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้สูญหายโดยถูกบังคับ เพื่อที่จะสถาปนาความจริงและ
นำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติแข็งขันทีจะปกป้อง
สิทธิของของครอบครัวผู้สูญหายโดยถูกบังคับ นั้นก็คือสิทธิที่จะรับทราบความจริงเกี่ยวกับการสูญหายโดยถูกบังคับของเครือญาติและรวมทั้ง สิทธิในการรับทราบความก้าวหน้าและผลการสืบสวนสอบสวน
ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาบนเวทีนานาชาติหลายต่อหลายครั้งว่าจะจัดการกับปัญหาการสูญหายโดยถูกบังคับ
เมื่อเดือนมีนาคม ศกนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติว่าจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลทุกคนจากการ
สูญหายโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ แต่สภานิติบัญญัติฯ กลับมีมติไม่รับร่างกฎหมายทีจะทำให้การบังคับสูญหายเป็น
อาชญากรรม

ดิฉันยังคงมีความเชือมันว่า ประเทศไทยสามารถทำให้คำมั่นสัญญากลายเป็นการปฏิบัติจริงได้ ด้วยการดำเนินมาตรการ
เชิงรูปธรรมในการปกป้องสิทธิทีจะได้รับทราบความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาในกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับ
ในภูมิภาคนี้ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – โดยผู้แปล) ยังมีการลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญาฯน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็น
โอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะแสดงออกซึ่งจุดยืนเชิงศีลธรรมและกลายมาเป็นต้นแบบในประเด็นนี้ให้แก่รัฐอื่นๆ

มาตรการจำนวนหนึงที่ประเทศเทศไทยสามารถปฏิบัติได้ ได้แก่ ผ่านกฎหมายทีมีความสมบูรณ์เรืองการสูญหายโดยถูก
บังคับตามมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน ส่งคำเชิญเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการไปยังคณะทำงานของ
สหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ (The UN Working Group on Enforced
Disappearances) และตั้งคณะสืบสวนสอบสวนกรณีอย่างรอบด้านจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ดำเนินการ
ทบทวนอย่างสมบูรณ์ตามขั้นตอนสำหรับทุกกรณี มาตรการเหล่านี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งอย่างใหญ่หลวงให้กับกลไก
ภายในประเทศในการแก้ไขปัญหาการสูญหายโดยถูกบังคับอันสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
หากขั้นตอนรูปธรรมเหล่านี้ถูกนำมาปฏิบัติจริงย่อมถือได้ว่าเป็นความสำเร็จ

ทั้งนี้สำนักงานของเราขอแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ได้ริเริ่มขึ้น
ในโอกาสที่เราร่วมกันแสดงความรำลึกถึงวันสำคัญวันนี้ดิฉันใคร่ขอกล่าวเน้นย้ำว่า สำนักงานฯ ของเราจะทำงานกับทุก
ภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกับครอบครัวของผู้สูญหายโดยถูกบังคับเพื่อแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลผู้
เป็นที่รักของพวกเขา เราจะสนับสนุนครอบครัวและเพื่อนของผู้สูญหายโดยถูกบังคับอย่างต่อเนื่องบนหนทางอันเจ็บปวด
เพื่อแสวงหาความจริงและความยุติธรรมให้แก่กรณีเหล่านี้

ทุกท่าน

วันนี้ เราจะได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนของรัฐบาล และรวมทั้งครอบครัวของผู้สูญหายโดยถูกบังคับเพื่อนำไปสู่การ
ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพในกรณีการสูญหายโดยถูกบังคับ ดิฉันหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะนำทาง
เราทุกคนไปสู่การแสวงหาความจริงและความยุติธรรมในกรณีเหล่านี้

ดิฉันใคร่ขอถือโอกาสนี้ แสดงความทราบซึ้งอย่างจริงใจต่อกระทรวงยุติธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั้นแนล ประเทศไทย
คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สมาคมป้องกันการทรมาน สมาคมทนายความสิทธิมนุษยชน
และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน สำหรับความร่วมไม้ร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมสำคัญนี้
เราทุกคนสามารถร่วมกันยุติการสูญหายโดยถูกบังคับในประเทศไทยได้
ดังเช่นที่ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวไว้ว่า

“ไม่มีผู้หญิง ผู้ชาย หรือเด็กคนใดสมควรถูกลบ
ออกไปจากหน้าแผ่นดิน”

ดิฉันขออวยพรให้การอภิปรายประสบความสำเร็จและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกท่าน
ขอบคุณมากค่ะ

Thai_Cynthia speech on Int Day of Victim of ED_2017

%d bloggers like this: