เผยแพร่วันที่ 17 ธันวาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีรับฟ้อง ชี้มูลความผิดตำรวจ 4 นาย ทำการซ้อมทรมาน คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจปราจีนบุรี หลังจากเรียกร้องความเป็นธรรมมาตลอดเกือบ7ปี

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 เวลา 09.30 นาฬิกา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณา นัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.925/2558 คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน ได้แก่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี 2 คน และตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 5 คน ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ  ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งนายฤทธิรงค์กล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม สอบสวนโดยมิชอบ และนำตนไปทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ (ซ้อมทรมาน)

ศาลได้มีคำสั่งว่าคดีมีมูลและประทับฟ้อง/รับฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 คน (จากทั้งหมด 7คน) โดยศาลเห็นว่าจำเลยทั้ง 4 คน มีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายตามคำฟ้องโจทก์  สรุปได้ความว่า ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่ได้นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ทั้งรายงานความเห็นแพทย์ที่ตรวจสภาพร่างกายและผลกระทบทางจิตใจโจทก์ ภาพถ่ายบาดแผลตามร่างกาย ประกอบกับคำยืนยันหนักแน่นของนายฤทธิรงค์ฯว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 คนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ได้สมรู้และร่วมกันนำตัวนายฤทธิรงค์ฯเข้าไปในห้องภายในอาคารกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรปราจีนบุรี

แล้วร่วมกันทำร้ายโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายภายในห้องดังกล่าวเพื่อให้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยนายฤทธิรงค์ฯ ได้ปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดดังกล่าว  การกระทำของจำเลยทั้ง 4คน ดังกล่าวจึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200, 295, 296, 309, 310 ประกอบมาตรา 83แล้วศาลได้กำหนดให้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นวันนัดพร้อม เพื่อสอบคำให้การจำเลยทั้ง 4 คนและกำหนดนัดสืบพยานต่อไป

ส่วนตำรวจอีก 3 นาย ที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูลและยกฟ้อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 2 คน เป็นผู้ควบคุมนายฤทธิรงค์ไป สภ.เมืองปราจีนบุรีและส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสวนสวนคนดังกล่าวได้ให้ผู้เสียหายมาชี้ตัวนายฤทธิรงค์ฯว่าเป็นผู้วิ่งราวทรัพย์โดยการชี้ตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ฯทั้ง 2 คน ไม่ถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและอีกคนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรีศาลเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะตอนที่นายฤทธิรงค์ฯ ถูกนำตัวออกจากห้องสืบสวนแล้ว เพื่อไปค้นหาสร้อยทองที่บ้านบุคคลอื่นตามที่นายฤทธิรงค์ออกอุบายเพื่อให้รอดชีวิตจากการถูกทรมาน การที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ตบบริเวณศรีษะนายฤทธิรงค์ เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ความผิดฐานดังกล่าวมีอายุความเพียงหนึ่งปี เมื่อนายฤทธิรงค์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากหมดอายุความจึงเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากคดีหมดอายุความ

คดีนี้ถือเป็นคดีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ถูกทำร้ายโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายเข้าข่ายความผิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ด้วย อันมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทรมาน แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องและรองรับกับอนุสัญญาดังกล่าวในความผิดอาญาว่าด้วยการกระทำทรมานโดยเฉพาะคดีนี้จึงฟ้องโดยอาศัยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา

หลังทราบคำสั่งศาลดังกล่าวแล้ว นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่พาลูกร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานภาครัฐหลายสิบหน่วยงานแต่ไม่เป็นผล อีกทั้ง ป.ป.ท. ก็มีมติว่าคดีไม่มีมูลนั้น ตนกับลูกชายแทบสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรม  จนกระทั่งได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิฯได้มีการมอบหมายให้ทีมทนายความช่วยเหลือโดยลูกชายนำคดีมาฟ้องเอง แล้วศาลได้มีคำสั่งชี้มูลรับฟ้องดำเนินคดีกับตำรวจ 4 คนดังกล่าวตนกับลูกชายรู้สึกมีความหวังในกระบวนการยุติธรรมบ้างแล้ว แม้จะเป็นก้าวแรกคือศาลรับฟ้องก็ตามซึ่งตนกับลูกชายก็จะต่อสู้คดีนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้คนผิดโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้และใช้กฎหมายเองเป็นผู้กระทำผิดต้องลอยนวล  ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 คน ตนกับลูกชายจะยังคาใจในการปฏิบัติหน้าที่ว่าได้กระทำผิดกฎหมาย แม้ว่าจะไม่ร้ายแรงเท่ากับอีก 4 คนที่ซ้อมทรมานลูกก็ตาม แต่ก็ไม่อยากให้เป็นบรรทัดฐานในการกระทำที่ขัดต่อหลักความเป็นธรรมกับประชาชนเช่นกรณีลูกชาย จึงจะได้พิจารณาและตัดสินใจอีกทีว่าจะอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ยกฟ้องหรือไม่

ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่ https://crcfthailand.org/2016/12/14/ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนั-2/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่       

นายปรีดา นาคผิว          ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี      ทนายความ                             โทร 087-5894884

นางสาวนันทนา แก้วนวล ทนายความ                             โทร 086-3917049