เมื่อวันที่  8 กรกฎาคม 2558  คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ส่งหนังสือแจ้งการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ระบุว่า ร้อยโทหนึ่งนายกับพวกรวม 10 คน ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. 2473 มาตรา 30 (4) โดยจะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป

นับได้เป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากวันนั้น วันที่ญาติได้พบพลทหารวิเชียร ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในจังหวัดนราธิวาส นับเป็นเวลา 4 ปีทีครอบครัวโดยนางสาวนริศราวัลย์ แก้วนพรัตน์ ซึ่งเป็นหลานสาวของพลทหารวิเชียร ได้บันทึกไว้ว่า “ในวันที่ 4 มิถุนายน 2554  เห็นพลทหารวิเชียร อยู่ในห้องไอซียูพร้อมญาติคนอื่นๆ บริเวณทั่วทั้งลำตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ามีแต่บาดแผล และรอยช้ำบวม สอบถามแพทย์ได้รับคำตอบว่า ชีพจรต่ำมาก การตอบสนองของร่างกายไม่มี อาการอยู่ในขั้นโคม่า ท้ายสุดเมื่อวันที่ 5 เดือนมิถุนายน 2554 เวลา 23.05 น. ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส พลทหารวิเชียร เผือกสม ต้องจบชีวิตด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น โดยที่สาเหตุการตายระบุว่า ไตวายเฉียบพลันจากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการถูกรุมซ้อมทำร้ายร่างกาย ต่อมาทราบภายหลังว่าเกิดขึ้นในระหว่างควบคุมของครูฝึกในหน่วยฝึกของค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ ในสังกัด ร.151 พัน.3 ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

ประวัติชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ได้เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) คณะพุทธศาสตร์ สาขาวิชาศาสนา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 และได้สำเร็จระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผลการเรียนดีเยี่ยม ภายหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโทได้แสดงเจตจำนงในการเข้ารับราชการทหารโดยลาสิกขาบทแล้วสมัครเข้ารับราชการทหารโดยไม่ได้แจ้งให้ทางบ้านได้รับทราบ ญาติได้รับทราบและได้ติดตามไปพบพลทหารวิเชียร ที่โรงพยาบาลก็เป็นเวลาที่สายไป

ข้อเท็จจริงตามบันทึกของหลานสาว ที่เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ และสาเหตุนั้นสอดคล้องกับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกองทัพภาคที่ 4 ที่ กห 0448/2463 ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2554

ดังนั้น มารดาของพลทหารวิเชียร เผือกสม ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด เนื่องจากเป็นกรณีละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยครูฝึก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกได้ทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียร เผือกสม ในระหว่างการฝึกทหารใหม่อย่างทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตในเวลาต่อมา โดยได้รับความช่วยเหลือจากสภาทนายความ และจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นทนายความโจทก์และดำเนินการร่วมกับโจทก์ตลอดมา จนสามารถทำให้ครอบครัวของผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมกลับคืนมาได้ในที่สุด

โดยเป็นคดีความแพ่ง คดีเลขดำที่ 2072/2555 ศาลแพ่ง ระหว่างนางประเทือง เผือกสม โดยนางสาวนริศราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ กับ กระทรวงกลาโหมที่ 1 กองทัพบก ที่ 2 สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 3 เป็นจำเลย ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  เป็นจำนวนทุนทรัพย์ 18,067,193 บาท 57 สตางค์ ลงวันที่ฟ้องเมื่อ 24 พฤษภาคม 2555 แต่ทั้งนี้คดีความแพ่งดังกล่าวสามารถไกล่เกลี่ยกันได้

โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชดเชยเยียวยาค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 7,049,213 บาท ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับการชดใช้ค่าเสียหายหรือสินไทยทดแทนความผิดฐานละเมิดเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ให้แก่ผู้เสียหายที่เกิดจากการละเมิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำด้วยความจงใจประมาณเลินเล่ออย่างร้ายแรง และศาลได้พิพากษาให้คดีความเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความคดีความหมายเลขแดง 596/2557 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557

ในส่วนของคดีความอาญา ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของพื้นที่หรือพนักงานอัยการทหาร อ้างว่าจำเป็นจะต้องรอการตรวจสอบ และชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการขัดขืน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติการส่งสำนวนการสอบสวนไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 เลขรับ 25950  ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นหนังสือลับส่งให้กับตัวแทนของญาติพลทหารวิเชียร ลงวันที่ 8 กรกฎาคม  2558 นอกจากจะใช้เวลานานกว่า 4 ปี ยังต้องใช้ความพยายามในการติดตามคดีอย่างใกล้ชิด โดยนางสาวนริสราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาว บันทึกการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างไม่ย่อท้อ

นางสาวนริสราวัลณ์ ได้ติดตามคดีโดยทำหนังสือเร่งรัดลงวันที่ 2 มีนาคม 2555  ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. โอนคดีความดังกล่าวนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. เนื่องจากตำแหน่งทางราชการของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีหน้าที่ทางราชการต่ำกว่ายศพันตรีลงมานั้น อยู่ในอำนาจการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ท. จนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โอนสำนวนคดีความดังกล่าวให้กับ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย และรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 หนังสือขอให้การเร่งรัดอีกฉบับได้ไปพร้อมกับเอกสารสำนวนคดีความกลับไปยังศาลมณฑลทหารบกที่ 42  ทั้งนี้เพราะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าโดยมิได้เจตนา แต่ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83 มีโทษสถานหนักกว่า ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์การไต่สวน และชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท.

ซึ่งลักษณะของการร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้พลทหารวิเชียร เผือกสมถึงแก่ความตายนั้น ได้มีหลักฐาน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานแวดล้อมและอื่นๆ รวมทั้งสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ยืนยันการกระทำความผิดที่ชัดเจน อีกทั้งในคดีความแพ่งนั้น ทางครอบครัวได้รับเงินสินไหมทดแทนจำนวน 7,049,213 บาทจากหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว แต่ในคดีทางอาญายังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 10 นาย ยังคงโดนลงโทษแค่เพียงทางวินัย และได้กลับมาเป็นครูฝึกทหารเช่นเดิม มิหน้ำซ้ำผู้ถูกกล่าวหาบางนายยังได้เลื่อนขั้นตำแหน่งทางราชการในยศที่สูงขึ้นแล้วอีกด้วย แต่ทั้งนี้เนื่องจากกฏหมายที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ราชการจึงไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นจำเป็นจะต้องรอการดำเนินการชี้มูลความผิดในมาตรา 157 ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ซึ่งในคดีความของพลทหารวิเชียร เผือกสม แบ่งออกเป็น 3 คดีความด้วยกัน อันได้แก่
– สำนวนคดีที่ 1: คดีที่ 80/2554 ของสถานีตำรวจภูธรเจาะไอร้อง ผู้ต้องหา 9 นาย ร้อยตรีโอม มาลัยหอมกับพวก
– สำนวนคดีที่ 2: คดีที่ 28/2554 ของกองพลทหารราบที่ 15 ผู้ถูกกล่าวหาร้อยโทภูริ เพิกโสภณ
– สำนวนคดีที่ 3: ผู้ต้องหาร้อยตรีโอม มาลัยหอมกับพวก ร่วมกันร้องว่าถูกเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนกลั้นแกล้ง ใส่ร้าย

นอกจากทำหนังสือติดตามผลการดำเนินการของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ทั้งสามฉบับในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555, วันที่ 2 กรกฎาคม 2555, วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555  รวมทั้งการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์กับผู้รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง จนมีผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้มีการนำเข้าที่ประชุมส่วนกลาง มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับผิดชอบ และไต่สวนข้อเท็จจริง จากนั้นได้แจ้งว่า คณะกรรรมการ ป.ป.ท. ได้มีการโอนคดีความไปยังสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขตพื้นที่ 9 เพราะเหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบของเขตพื้นที่ 9

นอกจากนี้ในวันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 20 มีนาคม 2557 นางสาวนริสราวัลณ์ ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขตพื้นที่ 9 เพื่อติดตามผลการดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ทำหนังสือแจ้งมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบว่า ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และทำการตรวจสอบชี้มูลความผิด ต่อมาพบว่ามีความผิดจริงจึงได้ทำเรื่อง พร้อมเสมอความคิดเห็นส่งกลับมายังคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อให้ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ท. ลงนาม

จนกระทั้งวันที่ 18 เดือนพฤษภาคม 2558 ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์เร่งการตรวจสอบชี้มูลความผิด และทางคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ทำหนังสือแจ้งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงลงวันที่หนังสือ 8 กรกฎาคม  2558 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ลงนามรายงานไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้มูลเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน  2558 และกลุ่มงานคณะกรรมการได้ส่งรายงานไต่สวนข้อเท็จจริงให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไปแล้ว โดยมีผู้ต้องหาครบทั้ง 10 นาย

ข้อเท็จจริงเรื่องการละเมิดและการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร

สืบเนื่องจากกรณีการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ถูกรุมซ้อมทำร้ายร่างกายในหน่วยฝึกทหารใหม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต ทั้งนี้มีข้อเท็จจากการสอบสวนของกองทัพภาคที่ 4 โดยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 พลทหารวิเชียร เผือกสม ได้สมัครเข้ารับการราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2554 สังกัด ร.151 พัน.3 และเข้าฝึกที่หน่วยฝึกทหารใหม่ในหน่วยฝึกของค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ทหารหลายนาย ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียร เผือกสม ด้วยวิธีการทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายอ้างว่า พลทหารวิเชียร เผือกสม หลบหนีการฝึก ทำให้พลทหารวิเชียร เผือกสม ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2554 โดยสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากไตวายเฉียบพลัน จากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง

พลทหารวิเชียร เผือกสม ได้ลาสิขาบทมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 และได้สมัครเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/54 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 แต่ในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 พลทหารวิเชียร เผือกสม กลับถูกครูฝึกทหารลงโทษรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส สาเหตุเพราะหลบหนีจากหน่วยฝึก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 และได้ตัวกลับมาในวันเดียวกัน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 ทางหน่วยฝึกได้ไปรับตัวกลับยังหน่วยฝึกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2554 และหลังจากกลับมายังหน่วยฝึกพลทหารวิเชียร เผือกสม ก็โดนปรับปรุงวินัยมาโดนตลอด จากการหลบหนีออกจากหน่วยฝึก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 9 พฤษภาคม 2554 และได้กลับมาในวันเดียวกัน ครั้งที่ 2 เมื่อ 29 พฤษภาคม 2554 ทางหน่วยฝึกได้ไปรับตัวกลับหน่วยเมื่อ 1 มิถุนายน 2554 ก่อนเที่ยง

ร้อยตรีให้การว่าได้ตบหน้าพลทหารวิเชียร 2 ครั้ง เพื่อเตือนสติให้สำนึกที่หลบหนี ให้กินพริกสดจำนวน 3-4 เม็ด เพื่อทำโทษ และให้กินข้าวเปล่าจำนวน 1 จาน ประมาณ 12.40 น. ได้สั่งให้พลทหารผู้ช่วยครูฝึก 2 นาย นำพลทหารวิเชียร ไปบริเวณหลังหน่วยฝึกหน้าห้องน้ำเพื่อปรับปรุงวินัย โดยให้ออกกำลังท่ากายบริหาร เช่น ท่ากระโดดกบ แองการู ท่ายุบสะโพก ฯลฯ โดยในครั้งแรกให้สวมใส่ชุดทหารใหม่ และต่อมาให้ถอดเสื้อผ้าออกคงเหลือกางเกงในเพียงตัวเดียว โดยมีร้อยตรีนั่งกำกับอยู่ด้วย

จากนั้นได้พาไปพบร้อยโทผู้ฝึกที่หน้าหน่วยฝึก ร้อยโทผู้ฝึกได้มีการว่ากล่าวพลทหารวิเชียร และได้สั่งให้พาไปด้านหลังหน่วยฝึกเพื่อปรับปรุงวินัยต่อ มีผู้ให้การหลายรายยืนยันว่า ได้เห็นพลทหารผู้ช่วยครู จับขาพลวิเชียร คนละข้างลากไปกับพื้นปูนบริเวณที่รวมพลหน้าหน่วยฝึกประมาณ 2-3 เมตร พลทหารวิเชียรฯ ได้ร้องด้วยความเจ็บปวด ต่อจากนั้นได้พาไปปรับปรุงวินัยที่เดิม ซึ่งขณะนั้นร้อยตรีอีกนายได้เข้ามาพบเห็นพลทหารผู้ช่วยครูได้รุมกันใช้เท้าเตะกระทืบที่ขา และลำตัวของพลทหารวิเชียร ซึ่งขณะนั้นร้อยตรีที่ถูกกล่าวหาได้กำกับอยู่ โดยสั่งให้ตัดกำลังขาอย่าไปทำอะไรส่วนบน ต่อจากนั้นได้ใช้เกลือทาบริเวณแผล และใช้เท้าเหยียบขึ้นไปที่หน้าอก หลังจากใช้เวลาซ่อมประมาณ 2 ชั่วโมง ได้นำตัวพลทหารวิเชียร ไปอาบน้ำ และพาไปที่ห้องพยาบาล เพื่อทายารอยแผลขีดข่วน และให้นอนพักบนเตียงผ้าใบในห้องพยาบาล

ขณะนั้นมีครูทหารใหม่ และผู้ช่วยครูหลายนาย ซึ่งที่ห้องพยาบาลนั้นจ่าสิบเอกให้การว่า เห็นพลวิเชียร ถูก สิบเอก 3 นาย และสิบโท 2 นายสลับกันรุมเตะด้วยหัวรองเท้าคอมแบค โดยมีร้อยตรีผู้ช่วยผู้ฝึก นั่งอยู่ที่เตียงพยาบาล เวลาประมาณ 17.45 น. สิบเอกได้เรียกรวมพลทั้งหมดเพื่อไปรับประทานอาหารเย็น โดยสิบเอกอีกนายได้เรียกทหารใหม่ประมาณ 5-6 นาย ให้แบกพลทหารวิเชียร จากห้องพยาบาลไปยังโรงเลี้ยง โดยใช้ผ้าขาวห่อตัวเหลือแต่ใบหน้า พร้อมมัดตราสังข์ในลักษณะเหมือนศพ พร้อมตั้งขบวนแห่และพูดไว้อาลัยเหมือนกับการแห่ศพ และที่โรงเลี้ยงมีพยานยืนยันว่า เห็นพลทหารวิเชียร ถูกสั่งให้นั่งกินข้าวบนก้อนน้ำแข็งประมาณ 10 นาที โดยให้นั่งท่าขัดสมาธิ ก้นสัมผัสผิวน้ำแข็งประมาณ 1 ใน 3 และสวมกางเกงในตัวเดียว และร้อยโทผู้ฝึกได้เดินมาที่พลทหารวิเชียร ร้อยตรีผู้ช่วยครูฝึกได้บอกให้เอาน้ำแข็งประคบ เพื่อบาดแผลจะได้หายเร็วขึ้น และได้ให้รับประทานกระเทียมประมาณ 3–4 กลีบ

ต่อมาสิบเอกได้นำกำลังพลชุดเดิมแบกพลทหารวิเชียร กลับมาวางด้านหน้าหน่วยฝึก และมีก้อนน้ำแข็งวางทับบนหน้าอก ที่หน้าหน่วยฝึกเวลาประมาณ 18.45 น. สิบเอกได้สั่งให้พลทหารวิเชียร หมอบ-ลุก เมื่อเห็นว่า ทำช้าไม่เป็นที่พอใจจึงได้ไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วชี้ตีที่บริเวณลำตัว แผ่นหลัง ก้น ขาจนถึงปลายเท้า และใช้เท้าเตะบริเวณชายโครง หน้าอก และกระทืบไปที่ท้ายทอยเป็นเหตุให้คางกระทบกับพื้นเป็นแผลแตกขนาดปลายนิ้วก้อย ใช้เท้าเตะไปที่บริเวณใบหน้าเป็นเหตุให้มีเลือดออกจากปากแล้วพลทหารวิเชียร ได้ก้มลงกราบพร้อมร้องบอกว่า ผมเจ็บ และจะไม่ทำอีกแล้ว แต่สิบเอกก็ยังไม่หยุดกระทำ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดสลับกับการถูกเตะ และกระทืบดังมากจนทำให้ร้อยโทผู้ฝึกได้ชะโงกมาจากชั้นบนของอาคารหน่วยฝึก พร้อมสั่งให้ร้อยตรีผู้ช่วยผู้ฝึกอย่าทำให้แรงเกินไปนัก

สิบเอกจึงได้ย้ายสถานที่ซ่อมไปด้านข้างของแถว ยังคงใช้ไม้ตีสลับกับการเตะเหมือนเดิมจนกระทั่งร้อยตรีอีกนายได้เข้ามาแย่งไม้ในมือสิบเอกทิ้งอีกครั้ง สิบเอกได้พูดว่า ไม่มีไม้ใช้มือใช้เท้าแทนก็ได้ และได้ประกาศท้าทายให้ไปฟ้อง ผบ.ทบ. ต่อหน้ากำลังทหารใหม่ประมาน 200 นาย จนถึงเวลา 23.00 น. ร้อยตรีได้พาพลทหารวิเชียร ไปคุยต่อจนถึงเวลา 01.00 น.เศษ ได้สั่งให้พลทหารวิเชียร ขึ้นโรงนอน

ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2554 มีพยานหลายคนเห็น พลทหารวิเชียร นอนพักอยู่ในห้องพยาบาลบริเวณร่างกาย และขามีรอยช้ำบวมหลายแห่งใต้คางมีแผลลึกมีน้ำเหลืองไหลย้อยรอบปากปรากฏคราบเลือด พยานบางคนได้ถามอาการเจ็บป่วยได้รับคำตอบว่า เจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ได้ร้องขอให้นำตัวไปส่งโรงพยาบาลเนื่องจากทนความเจ็บปวดไม่ไหว ถึงขั้นมีการสั่งเสียกับเพื่อนพลทหารด้วยกันว่า หากเสียชีวิตลงให้ช่วยแจ้งกับมารดาด้วย แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ และดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 2554 จึงได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ทางโรงพยาบาลเห็นพลทหารวิเชียร มีอาการหนักเกินขีดความสามารถของแพทย์ที่จะรักษาเยียวยาได้ จึงส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ต่อทันที และหน่วยได้สั่งให้ร้อยตรีที่ไม่ได้ร่วมกระทำไปดูอาการของพลทหารวิเชียรฯ

แม้ความรับผิดทางอาญายังไม่เกิด แต่ผลของเหตุการณ์ทำให้อย่างน้อยที่สุดก็มีความพยายามจากกองทัพบก ที่จะไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอีก โดยกองทัพบกมีคำสั่งเป็นหนังสือจากกองพันทหารราบที่ 43 กองทหารราบที่ 151 ที่ 32/2554 เรื่องการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2554 ผลัดที่ 1 ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามปรับปรุงทหารใหม่จนเกินกว่าเหตุ ห้ามถูกเนื้อต้องตัวทหาร ห้ามทำร้ายร่างกาย ห้ามถือไม้เรียวโดยเด็ดขาด เน้นกำลังให้ฝึกตามระเบียบของหน่อยเหนืออย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจะลงโทษสถานหนัก เพราะเป็นการผ่าฝืนนโยบายของผู้บังคับบัญชา รวมทั้งให้ดูแลทหารใหม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 และที่สำคัญหน่วยฝึกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แห่งนี้ ยังอยู่ในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารจะต้องมีความเคร่งครัดต่อคำสั่ง หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือกระทำความผิด ก็จะมีอัตราโทษสูงตามที่ประมาณกฎหมายอาญาทหารกำหนดไว้

บันทึกโดย นริศราวัลย์ แก้วนพรัตน์
เรียบเรียงโดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ