เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

ใบแจ้งข่าว คดีแม่อมกิ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ นาย ติแป๊ะโพ ประชาชนบ้านแม่อมกิอ.ท่าสองยาง จ.ตากมีความผิดตาม

พระราชบัญญติป่าสงวนแห่งชาติลงโทษจำคุกสองปีแต่รอการลงโทษไว้ก่อนและให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ทำกิน

เผยแพร่วันที่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2555

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 9.00 น. ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษ นายติแป๊ะโพ(ไม่มีนามสกุล) มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา14และมาตรา 31 วรรค 2(3) ลงโทษจำคุกสองปีโดยให้รอการลงโทษไว้ก่อนมีกำหนด 1 ปี พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ดังกล่าว หลังจากศาลจังหวัดแม่สอดมีคำพิพากษายกฟ้องในศาลชั้นต้น

สืบเนื่องจากนางน่อเฮหมุ่ย เวียงวิชชาและนายนายดิ๊แปะโพ ไม่มีชื่อสกุล ประชาชนในชุมชนแม่อมกิ  ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตากซึ่งเป็นชาวปกาเกอญอได้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวน   แห่งชาติพ.ศ.2507 ข้อหาร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดิน ตัด โค่น ก่นสร้างแผ้วถางป่า ทำประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนฯและพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1770/2551 และ 1771/2551 ต่อศาลจังหวัดแม่สอดซึ่งเดิมในศาลชั้นต้นจำเลยได้รับสารภาพ คดีจึงไม่มีการสืบพยานประกอบกับขณะนั้นยังไม่มีทนายความ ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ลงโทษจำคุก 1  ปีโดยไม่รอการลงโทษแต่เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะล่ามไม่ได้สาบานตนศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย

เมื่อคดีกลับมาพิจารณาคดีอีกครั้งในศาลชั้นต้นจำเลยได้ต่อสู้ว่าตนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่30 มิถุนายน2541 ที่ผ่อนผันให้ราษฏรสามารถอยู่ในบริเวณนั้นๆได้ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิ

และจำเลยมีวิถีการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียนซึ่งไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอยตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง มีพยานปากสำคัญเป็นนายอำเภอท่าสองยางและผู้ใหญ่บ้านขณะเกิดเหตุเบิกความสนับสนุนว่าประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนมีการประกาศป่าสงวนอีกทั้งมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เบิกความถึงรายงานการวิจัยว่าวิถีการทำไร่หมุนเวียนเป็นการผลิตที่สามารถรักษาสมดุลของธรรมชาติไม่ใช่การทำลายป่าไม้และจากภาพถ่ายที่เกิดเหตุเป็นการทำไร่หมุนเวียน     ศาลจังหวัดแม่สอดจึงมีคำพิพากษายกฟ้องนางน่อเฮหมุ่ยเวียงวิชชา และนายดิ๊แปะโพ ไม่มีชื่อสกุลทั้งสองคดีเนื่องจากเห็นว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิดอัยการจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธธรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเมื่อวันที่  13 มีนาคม 2555 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องนางน่อเฮหมุ่ยเวียงวิชา เนื่องจากเชื่อว่าจำเลยอยู่และทำกินมาก่อนประกาศเขตป่าสงวนตามคำให้การพยานทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าสามารถเข้าแผ้วถางทำไร่ในที่เกิดเหตุได้ เป็นการขาดเจตนายกคำฟ้องและให้จำเลยออกจากป่าสงวนที่เกิดเหตุเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุ

ส่วนในคดีนายติแป๊ะโพ (ไม่มีนามสกุล) ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตัดสินให้จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา14และมาตรา 31 วรรค 2(3)แต่การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติหนักสุดคือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ลงโทษจำคุกสองปี โดยให้รอการลงโทษไว้ก่อนมีกำหนด1 ปี พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้โดยศาลให้เหตุผลในคำพิพากษาว่าจำเลยก่นสร้างแผ้วถาง เผาป่า แล้วยึดถือครอบครองป่านั้นทำประโยชน์เพื่อปลูกพริกและข้าวอันเป็นการเสื่อมเสียแก่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยมีเจตนา เพราะถึงแม้ว่าจำเลยจะได้ทำกินในบริเวณนั้นก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ก็ตาม แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็ไม่มีสภาพเป็นกฎหมายและเมื่อปรากฎว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยจะอ้างความไม่รู้กฎหมายมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้จำเลยจึงมีความผิดและต้องได้รับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าว

ทั้งนี้คณะทำงานเตรียมจะฏีกาทั้งสองคดีต่อไปเพื่อยืนยันสิทธิของชุมชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

สอบถามเพิ่มเติม              เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 083 937 2032 www.naksit.org

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 081 950 7575

ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน 089 071 5096