2012_03_21_Press Release-AppealsCourtDecision-Chalee Diyu

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
สำหรับเผยแพร่ทันที วันที่ 21 มีนาคม 2555

ศาลอุทธรณ์ยืนคำสั่งศาลชั้นต้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ควบคุมตัวบุคคลเกิน 7 วัน
โดยไม่ขอศาล “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ไม่ได้ละเมิดสิทธิให้เสียหายจนขนาดต้องเยียวยาเป็นเงิน
กรณีนายชาลี ดีอยู่ แรงงานสัญชาติพม่าถูกควบคุมตัวโดยมิชอบ

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: ญาดา หัตถธรรมนูญ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา 089 – 1309757 อีเมล์ yadadear@gmail.com

เวลา 10.00 น. วันที่ 20 มีนาคม 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในคำร้องกรณีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ควบคุมนายชาลี ดีอยู่แรงงานชาวพม่า โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำสั่งยืนตามชั้นต้นว่า สตม. ควบคุมตัวนายชาลีโดยที่ยังมิได้มีการตรวจสอบสิทธิอาศัยของนายชาลี จึงเป็นการควบคุมตัวโดย สตม. ยังมีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าได้มีการกระทำผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่ การใช้อำนาจควบคุมตัวไว้เกิน 7 วัน จึงต้องได้รับอนุญาตจากศาล แต่ สตม. ไม่ได้ดำเนินการร้องขอต่อศาล จึงเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อกรณีการล่ามโซ่นายชาลีไว้กับเตียงผู้ป่วยระหว่างที่ถูกควบคุมตัวและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้น ศาลเห็นว่าเป็นการดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเกินสมควร และแม้จะเป็นการกระทำที่ผิดต่อระเบียบของ สตม. ที่ห้ามมิให้พันธนาการผู้ต้องกักที่เจ็บป่วยและไม่สามารถหลบนี้ได้ด้วยกำลังของตนเอง แต่ผู้คุมขังได้ทำการปลดโซ่ตรวนหลังจากวันที่รับตัวเข้าโรงพยาบาลได้เพียงสามวัน ถือได้ว่าเป็นการทุเลาความผิดพลาดได้ตามสมควร และมิได้ทำให้นายชาลีได้รับความเสียหายมากเสียจนต้องได้รับการเยียวยาด้วยเงิน จึงเห็นว่า สตม. ไม่ต้องชำระเงินเยียวยาแก่นายชาลี
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำสั่งให้ สตม. ปล่อยตัวนายชาลี ดีอยู่ แรงงานข้ามชาติชาวพม่า เหยื่ออุบัติเหตุจาการทำงานบาดเจ็บสาหัส แต่กลับถูกตำรวจควบคุมตัวเพื่อส่งกลับประเทศพม่า และถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงผู้ป่วยขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ อีกทั้งศาลยังให้ สตม. จ่ายค่าเสียหายให้นายชาลี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เนื่องจากเป็นการควบคุมตัวโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายชาลี ต่อมา สตม. ได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาล และขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้เป็นการควบคุมตัวที่ชอบด้วยกฎหมาย โดย สตม. อ้างว่าไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบสิทธิอาศัยของนายชาลี จึงมีอำนาจควบคุมตัวนายชาลีได้ตามกฎหมาย ซึ่ง สตม. สามารถควบคุมตัวไว้ได้นานเท่าใดก็ได้ เพื่อรอการส่งกลับ โดยไม่ต้องขอศาล โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเคารพสิทธิของนายชาลีแล้ว โดย มสพ. ได้ยื่นแก้อุทธรณ์ ยืนยัน สตม. ควบคุมตัวนายชาลีนานถึง 16 วัน โดยไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบสิทธิอาศัยให้ถี่ถ้วน และใบอนุญาตทำงานยังไม่หมดอายุจึงเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ แม้ภายหลังสภาทนายความได้มีหนังสือทวงถามขอให้ปล่อยตัวนายชาลี แต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ จน มสพ. ต้องยื่นคำร้องต่อศาล อีกทั้งการควบคุมตัวขณะเจ็บป่วยหนักและการล่ามโซ่ยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งห้ามการควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจและโดยปราศจากการตรวจสอบโดยศาล จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งดังกล่าวข้างต้น
แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะกลับคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนเงินเยียวยา มสพ. ยังเห็นว่าคำสั่งศาลในคดีนี้เป็นก้าวสำคัญต่อการสร้างความมั่นใจในการดำเนินนโยบายและการใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ ว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและโดยคำนึงต่อสิทธิเสรีภาพมากขึ้น