being there
เรื่อง     / ภาพ วรพจน์ พันธุ์พงศ์

หัวใจปาโจ

รถลาดตระเวนของทหารแล่นเข้ามาในเขตบ้านพักน้ำตกปาโจ       อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
นักท่องเที่ยวที่มีเพียงเล็กน้อยแยกย้ายกันเข้าที่พัก สามทุ่มเศษแล้ว น่าจะเหลือแต่กลุ่มพวกเราที่ยังนั่งแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอยู่กลางลานโล่งแจ้ง
แสงดาวพราวฟ้า       อากาศเดือนตุลาฯ กำลังสบาย
การปรากฏกายของทหารและอาวุธปืนครบมือทำให้ทุกอย่างสะดุด
ไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับทหาร       แต่ก็รู้สึกสัมผัสได้ว่าพวกเขาอึดอัด
มาทุกวันเลยเหรอ ผมถามลอยๆ
ก็แบบนี้แหละพี่ วันไหนไม่มาอาจจะเหงา
จริงของเขา       ตอนกินข้าวเมื่อเช้า ทหาร 3-4 นายก็เดินเข้ามาสอบถามตรวจตราว่าพวก
เราเป็นใคร       มาทำอะไร       ผู้คนที่นี่เขาอยู่กันแบบนี้ วันดีคืนดีทหารนึกจะเดินเข้าออกบ้านไหนเมื่อไรก็ได้
วัดจากประสบการณ์ตรงที่ผมลงมาทำงานใน       3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อปี 2549
และอีกครั้งที่แวะมาหาเพื่อนในเดือนพฤศจิกายน       2551 การกลับมาครั้งนี้ผมเห็นว่ามีทหารเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นอกเหนือจากด่านตรวจที่มีให้เห็นบ่อย       ริมถนนหลายสายมีการวางกำลังเป็นจุดๆ เรียกว่าลงจากเครื่องที่สนามบินบ้านทอน       นั่งรถเข้าเมือง สองข้างทางก็เต็มไปด้วยพนักงานต้อนรับในชุดทหารและอาวุธปืนซึ่งเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมฝ่ายกองทัพเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้
7 ปีผ่านไป       ตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนเกือบห้าพันศพชัดเจนอยู่แล้วว่าปืนไม่ใช่ทางแก้ แต่ก็ยังยืนยันทำตามความคิดความเชื่อแบบเดิมๆ
ไปไหนก็เจอแต่ทหาร ไปไหนก็เจอแต่ปืน       ความผิดปกติในหมู่บ้านร้านตลาด กลายเป็นความปกติที่เลือกไม่ได้และจำเป็นต้องยอมรับ
ซุลกีฟลี       อาแว       ไม่ได้ยอม       เขาแค่ไม่มีสิทธิปฏิเสธ
ผมลงนราธิวาสอีกครั้ง ด้วยการชวนเพียงประโยคเดียวจากเพื่อนสมัยเรียนหนังสือด้วยกันที่นครปฐม       เกือบๆ 20       ปีที่จากกันไปเธอกลายเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่รู้เรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศนี้
บ้านอยู่กรุงเทพฯ       แต่อย่างน้อยทุกเดือนก็ต้องหอบผ้าผ่อนลงมาดูเคส ตามสถานการณ์และวิ่งเข้าวิ่งออกศาลราวกับเป็นบ้านที่สอง
เมื่อเกาะติดใกล้ชิด       มีผลงานชัดเจน เครือข่ายของเธอจึงแข็งแรงขึ้นตามวันเวลา
รู้จักตำรวจทหาร และอีกด้านหนึ่งก็เป็นเสมือนญาติพี่น้องกับเหยื่อจากควันสงครามกลางเมือง
ล้อเล่นกันได้ไม่ถือสา และสู้ยิบตาในบทบาทหน้าที่อันเกี่ยวโยงกับกฎหมายและสิทธิต่างๆ
ที่มากันวันนี้ว่าไปนี่ไม่ใช่การงานที่เธอต้องทำ แต่ก็อีกนั่นแหละเธอมองเห็นว่าจำเป็นต้องทำ
ซุลกีฟลี       อาแว       และเพื่อนคนหนุ่มสาวอีกราว       20 คน       รวมกลุ่มกันมาเรียนการเขียนที่น้ำตกปาโจ พวกเขาผิดหวังและเหนื่อยหน่ายกับข่าวสารที่พูดถึงสามจังหวัดด้วยประเด็นเดียวคือเรื่องความรุนแรง พูดแบบเดียวคือจากบนลงล่าง พูดด้วยสายตาคนนอก-ใช่,คนนอกที่ไม่สนใจไยดีเลยว่าแผ่นดินนี้ ปัญหานี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
ถ้าพูดเองได้บ้างมันก็คงดี
ซุลกีฟลี อาแว       มีเรื่องที่อยากพูด มีความเจ็บปวดที่อยากสื่อสารระบาย แต่ไม่รู้วิธี ไม่มีทักษะ
สรุปความแบบสั้นๆ       จากการนั่งคุยกันยาวๆ ก็คือถ้าเชื่อในวิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน หรือหมายมั่นว่าปืนและความรุนแรงจะแก้ปัญหาได้ เขาคงไม่มานั่งเรียนการอ่านการเขียนในวัยที่พ้นจากรั้วโรงเรียนนานแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าสะอาดสะอ้านไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าเขาเคยติดคุก       4 ปี
ซุลกีฟลี       หรือ ‘ลี’ เล่าว่าเขาถูกจับข้อหาวางระเบิดในตัวเมืองยะลา หลังเหตุการณ์ไม่กี่วันรถตู้คันหนึ่งและตำรวจทหารอีกจำนวนหนึ่ง       มาจับตัวเขาที่บ้าน พอลากขึ้นรถได้ก็รุมซ้อมและข่มขู่ว่าถ้าไม่สารภาพ ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
นอกจากลี       ไม่มีใครรู้ว่าความจริงคืออะไร เขาทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาหรือว่าไม่ได้ทำ       ข้อเท็จจริงคือในฐานะจำเลย เขาไม่มีสิทธิต่อสู้ใดๆ       พรก.ฉุกเฉินให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเต็มร้อย
ผมถามเขาว่าทำใจอย่างไร       อยู่อย่างไร       โดยเฉพาะสองเดือนแรกที่ถูกขังเดี่ยวและล่ามโซ่ตีตรวน
ลีบอกว่าเขามีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยศาสนา
ขอพระเจ้า ขอให้เราได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอพระเจ้าให้เราจงอดทนและเรียนรู้ชีวิต
ในคุก แม้ไม่มีกำหนดและไม่รู้อนาคตใดๆ เขามีหวังมีฝันเสมอว่าวันหนึ่งจะต้องคืนสู่อิสรภาพ
มันเป็นจริงจนได้ในวันนี้       แม้ยังต้องต่อสู้คดีอยู่ ดูลีไม่หวั่นไหวเขามั่นใจว่าสุดท้ายความจริงและความถูกต้องย่อมปรากฏ
4 ปีในคุกยาวนานเหลือเกิน       เขาจดจำมันได้แม่นยำ จำและตั้งใจอยากเขียนเล่าเรื่อง เพื่อสะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎอัยการศึก
รอยยิ้มและแววตาเข้มแข็งของลีบ่งบอกว่าคุกทำอะไรเขาไม่ได้เลย       เจ็บปวด       แต่เขาไม่ยอมแพ้       เสียใจ แต่เขาไม่อ่อนแอ ตรงกันข้ามดูเหมือนจะกลายเป็นตัวช่วยเพิ่มช่วยผลักให้มีพลังมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ เพราะจากเดิมที่กังวลว่าออกจากคุกมาเพื่อนๆ       จะรังเกียจ พอได้เจอได้คุย ทุกคนก็เข้าใจ เชื่อใจและมีความรู้สึกเดียวกันว่าต้องนำเรื่องราวเหล่านี้เสนอต่อสาธารณะ เพื่อชำระล้างมลทินในผืนแผ่นดินในสามจังหวัดชายแดนใต้
นอกจากต่อสู้คดี ผมถามเขาว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่
ลีบอกว่าเรียนหนังสือ ต้องเรียนอีกหลายปีเพราะหยุดไปนานแต่อย่างไรก็จะมุ่งมั่นเรียนให้สำเร็จ เพื่อว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานตามความใฝ่ฝันคือเป็นครูสอนศาสนา
อยากสอนเด็กปอเนาะ ซุลกีฟลี อาแว ยิ้ม       ชั่วชีวิตผมน่าจะลืมรอยยิ้มนี้ยาก มันเป็นรอยยิ้มของคนผ่านร้อนผ่านหนาว       ยิ้มอ่อนโยน แต่เด็ดเดี่ยว สงบ คล้ายโลกนี้ไม่มีเรื่องใดต้องหวั่นไหว
ตอนกลางวัน       แรกที่พบกันใหม่ๆ ช่วงแนะนำตัว เด็กหนุ่มที่ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการแจกกระดาษให้ทุกคนวาดรูปเพื่อบอกเล่าว่าเป็นใคร ทำอะไรอยู่       และกำลังครุ่นคิดหรืออยากให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย       ภาพส่วนใหญ่พูดเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ กดดัน บั่นทอน       อยากหลุดพ้นภาวะนี้ไปเสียที อับดุลเลาะ บากา ไม่ใช่ศิลปิน แต่จนนาทีนี้ผมยังจำภาพวาด
ที่มีพลังของเขาได้แม่นยำ
ภายใต้โจทย์ความเป็นจริงที่พบเผชิญอยู่ นักศึกษาปริญญาโทคนนี้เขียนลายเส้นด้วยปากกาสีดำบอกเล่าชีวิตคนสามจังหวัดว่าถูกกักขังอยู่ในกรอบ (น่าเศร้าว่ากรอบนั้นคือกฎหมายพิเศษซึ่งคนกรุงเทพฯ คงนึกไม่ออกแล้วว่าทำไมและอย่างไร)       นอกกรอบมีรูปคนเขียนบรรยายบนภาพว่า ‘กูเป็นเจ้านาย’
ภาพที่สอง       โจทย์บอกว่าให้วาดรูปสิ่งที่อยากเห็น อับดุลเลาะเปิดกรอบหรือคุกที่กักขังนั้นออก       หันกระบอกเสียงไปทางเจ้านาย
เรียกร้องขอความยุติธรรม       ความอิสระและสันติภาพใต้ภาพ เขาเขียนลายลักษณ์อักษรกำกับว่า ‘เอากรอบที่วางไว้ออกไป’
จากภาพดังกล่าว ผมชวนอับดุลเลาะคุยถึงความอึดอัดในรอบหลายปีที่ผ่านมาว่าคิดอะไร       เห็นอะไร       ภายใต้กรอบกฎหมายที่แตกต่างจากกฎหมายของคนอีก       70 กว่าจังหวัดทั่วประเทศ ถึงพยายามรวบรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ       รณรงค์ให้ยกเลิกแก้ไข กลับไปใช่กฎหมายปกติ
เขาชี้ปัญหาว่า       พรก.ฉุกเฉินคือตัวการสำคัญในการลดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ของคนสามจังหวัด โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงความยุติธรรมที่พึงควรจะได้รับ วัตรปฏิบัติประเภทนึกจะจับใครก็จับ       โดยไม่ต้องมีหมายศาลควรจะหยุดเสียที
คนที่โดนกฎหมายนี้เล่นงาน       พอได้รับการปล่อยตัว ชาวบ้านจะมองว่าเขาเป็นแนวร่วมของขบวนการก่อความไม่สงบ       และเป็นที่จับตาของรัฐ โทรศัพท์ถูกดักฟังซึ่งแน่นอนว่ามันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
เจ้าหน้าที่จทำอะไรก็ได้       ไม่ว่าซ้อม ทรมานด้วยวิธีต่างๆ เพราะกฎหมายนี้คุ้มครอง และยังไงชาวบ้านที่ถูกกระทำก็ไม่กล้าฟ้องร้อง
อับดุลเลาะบอกว่าผลจากการไล่จับมั่ว มีหลายคนที่โดนเพ่งเล็งต้องหลบหนีเพราะไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม หลายครอบครัวจึงตกอยู่ในสถานการณ์บ้านแตกสาแหรกขาด
ผมมองว่ายิ่งรัฐเลือกใช้กฎหมายนี้มากเท่าไรก็ยิ่งสร้างศัตรูให้ตัวเองมากขึ้น อย่าลืมว่าคนที่ถูกจับ       ถ้าเขาบริสุทธิ์ ทั้งตัวเขาเองและเพื่อนฝูงญาติพี่น้องก็ต้องมองเจ้าหน้าที่รัฐในทางลบ หาทางต่อต้านและมองรัฐเป็นศัตรู
อับดุลเลาะรักในแผ่นดินเกิด ทรัพย์ในดินสินในน้ำของสามจังหวัดอุดมสมบูรณ์       ผลไม้ท้องถิ่นอย่างมังคุด ลองกอง แค่กินแล้วโยนเมล็ดทิ้งก็งอกเองรอบบ้าน       ปูปลาหากินง่าย ทุกอย่างเอื้อต่อการมีชีวิตที่ดี ยกเว้นการจัดการของรัฐและกฎหมายที่กดหัวผู้คน
อึดอัดที่ออกไปไหนก็ต้องคอยระวังตัว       เดี๋ยวโดนตรวจโดนค้นต้องอยู่เงียบๆ ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดความเห็นมาก       เพราะจะเป็นเป้าและอาจโดนเล่นงานจาก พรก.ฉุกเฉินได้
เหมือนเพื่อนๆ       ทุกคน เขาอยากมีชีวิตอยู่ปกติ ภายใต้กฎหมายปกติ 6-7 ปีที่ผ่านมาอธิบายชัดเจนแล้วว่าปืนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา กฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเกินร้อยเช่นนี้หยุดเหตุร้ายในพื้นที่ไม่ได้ ยิ่งแก้ด้วยความรุนแรง       ก็มีแต่ได้รับความรุนแรงตอบโต้
อับดุลเลาะ       บากา       พูดตรงไปตรงมาเหลือเกินว่าถ้าเขาเชื่อในกระบอกปืนก็คงไม่มาเข้าค่าย       3-4 วัน เพื่อฝึกหัดขีดเขียน       แต่ด้วยเชื่อในเหตุในผล เชื่อเรื่องการสื่อสาร เขาจึงอยากเขียนบอกเล่าแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อว่าวันหนึ่งสังคมของเราจะได้แก้ปัญหาด้วยการพูดจา       ด้วยสติปัญญา ด้วยวิถีแห่งอารยะ
ไม้ใหญ่ริมธารน้ำตกปาโจร่มรื่น       5 ปีก่อนผมเคยแวะมาหา ม.ล.ปริญญากร       วรวรรณ ที่นี่ ตอนนั้นช่างภาพสัตว์ป่าเจ้าของผลงาน ‘มิตรภาพต่างสายพันธุ์’ ปักหลักทำงานเรื่องนกเงือกอยู่เป็นปีเฝ้าบันทึกภาพและเขียนสารคดี เพื่อสร้างความรักความเข้าใจระหว่างคนกับสัตว์ และคนจากพื้นที่หนึ่งกับคนอีกพื้นที่หนึ่ง
วันนี้ผมกลับมาที่ปาโจอีกครั้ง กลับมาด้วยความหวังว่าต่อไปถ้ามาอีก       คงไม่ต้องคิดเรื่องการขีดเขียน
อย่างไรผมก็ไม่มีทางเข้าใจปาโจเท่ากับคนปาโจ       ไม่รู้จัก
นราธิวาสเท่าคนนราธิวาส พวกเขาอยู่ที่นี่       พวกเขารู้
และมันเป็นสัญญาณที่ดี       เมื่อพวกเขาเลือกที่จะพูด