2011_08_20_องค์กรสิทธิฯ ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน _final_3

 

เผยแพร่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แถลงการณ์ต่อการจัดทำนโยบายรัฐบาลใหม่

องค์กรสิทธิเรียกร้อง นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง

ยุติการออกกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ควรระมัดระวังการใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติดเสริมสร้างกลไกเข้าถึงความยุติธรรม

          ขอแสดงความยินดีต่อนางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตร ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย  ในโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะเสนอนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 23 – 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาและคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมายได้    ขอเสนอความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลใหม่ดังนี้

1)ให้รัฐบาลยึดมั่นในธรรมาภิบาล
สร้างความเข้มแข็งแก่นิติรัฐ เชิดชูนิติธรรม สิทธิมนุษยชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐจะต้อง ส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างได้ผลและเป็นจริง ทั้งโดยมาตรการทางนิติบัญญัติและด้านการบริหาร
อนุวัติกฎหมายให้เป็นไปตามตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสำคัญอีกสองฉบับคืออนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายและอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว และให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้แล้ว

2) ยุติการออกหรือบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

2.1 ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการใช้การบังคับใช้กฎอัยการศึก
พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ลดบทบาททหารในกิจการพลเรือน  เพื่อให้กลไกฝ่ายพลเรือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติโดยรัฐบาลจะต้องเน้นการส่งเสริม
พัฒนาการ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้เกิดประสิทธิภาพ  สะดวก รวดเร็ว เที่ยงธรรมแก่ทุกฝ่าย

2.2    ขอให้ชลอการดำเนินคดีบุคคลต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112
แห่งประมวลกฎหมายอาญาไว้ก่อน
ให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาดังกล่าวได้มีโอกาสรับการปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้รัฐบาลทบทวนปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับข้องเพื่อปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือการเมืองและความขัดแย้ง
และป้องกันมิให้บุคคลใดๆใช้ข้อหาดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม
ศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จากประเทศต่างๆที่มีการปกครองในระบอบประชาธิไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยในการดำเนินคดีจำเป็นต้องแจ้งให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาเสียก่อนตามขั้นตอนของกฎหมาย
ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเต็มที่ตามสิทธิที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ
โดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือกระทำไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม
ศัตรูในทางการเมือง  เป็นการลิดรอนเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพความเชื่อทางการเมือง  อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
เป็นหัวใจสำคัญต่อการดำรงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย

 

3) ทบทวนร่างกฎหมาย พรบ.การชุมนุม
และร่างแก้ไขกฎหมายพรบ. คอมพิวเตอร์

ขอให้รัฐบาลพิจารณาไม่รับหลักการในร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะที่ค้างพิจารณาอยู่ในรัฐสภาและทบทวนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  โดยให้พิจารณาถึงหลักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและให้หน่วยงานรัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเข้าร่วมการพิจารณาแสดงความเห็น   ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นจริงและไม่มีบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล
ซึ่งอาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี

4. ทบทวนนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล

ขอให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย  เช่นกรณีการอนุญาตให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ
ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิทธิชุมชน ต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก     แม้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นพลังงานทางเลือกที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนลงทุนประกอบกิจการ
เพราะเป็นโรงงานที่อ้างว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด   โดยต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมดูแลให้อุตสาหกรรมลักษณะเฉพาะนี้เป็นการเฉพาะ  โดยจัดทำระเบียบการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของโรงงานชีวมวลขนาดเล็กกว่า 10
เมกกะวัตต์เพื่อควบคุมการขอออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและให้ประชาชนที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้มากขึ้น

5. กำหนดนโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างบูรณาการโดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายและแผนการปราบปรามการค้ายาเสพติดผ่านการบรูณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
คณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด
กรมราชทัณฑ์
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น  โดยกำหนดแผนงานอย่างรอบคอบ รอบด้าน โปร่งใส
ตรวจสอบได้ ตามหลักนิติธรรม
แม้ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติดจะเป็นอาชญกรรมที่รุนแรง   แต่ห้ามไม่ให้มีการนำนโยบายหรือคำสั่งที่เร่งรัดซึ่งอาจนำไปสู่การปราบปรามด้วยการใช้ความรุนแรงซึ่งนำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นจากนโยบายสงครามการปราบปรามยาเสพในอดีต
โดยรัฐบาลควรเน้นการเฝ้าระวังของสังคม เสริมสร้างระบบครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง เพื่อลดการใช้ยาเสพติด
การบำบัดรักษา การรณรงค์ประชาสัมพันธ์  เน้นการปราบปรามการทุจริต
กระบวนการค้ายาเสพติดซึ่งเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลไกและบุคคลากรของรัฐ

6.ยกเลิกโทษประหารชีวิต

ขอให้รัฐบาลพิจารณาการยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยเริ่มจากการชลอการประหารชีวิตนักโทษประหารไว้ก่อน
ให้อภัยโทษ และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด

7. จัดตั้งกองทุนอิสระช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

ขอให้รัฐจัดตั้งกองทุนอิสระช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
ที่ดำเนินการโดยอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้
เพื่อประกันการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องหาและจำเลย
ส่งเสริมความรู้ในเรื่องสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม
และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชนในการต่รวจสอบและพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ
สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยจัดสรรงบประมาณในปริมาณที่เหมาะสมสนับสนุนระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชน

อนึ่ง จากการศึกษาจากเอกสารของสำนักงบประมาณปี พ.ศ. 2554 พบว่าโครงสร้างงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ
อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความมีสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมกับภาระกิจ
ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยเฉพาะจำเลยที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาโดยพบว่า
ในปีพ.ศ. 2554
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณ
75% กระทรวงยุติธรรมได้รับงบประมาณ 17% สำนักงานอัยการได้รับงบประมาณ 6 % ศาลได้รับงบประมาณ 2% คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับงบประมาณ 0.2 % สภาทนายความ อันเป็นองค์กรหลักในการให้ความช่วยด้านกฎหมายและคดีความแก่ประชาชนกลับได้รับงบประมาณเพียง
0.06% จากงบประมาณด้านอำนวยความยุติธรรมทั้งหมดจำนวน 100,000 ล้านบาท โดยเฉพาะผู้ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา
โดยผู้ต้องหาและจำเลยต้องได้รับสิทธิในการเลือกผู้แทนทางกฎหมายที่ตนเองได้
ได้รับสิทธิในการประกันตัว อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในสถานการณ์ความไม่สงบอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2553 รวมทั้งกรณีความขัดแย้งด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอื่นที่มีประชาชนถูกรับฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นจำเลยในคดีอาญา

8. การคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ 

รัฐต้องปฎิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ
โดยประกันว่าแรงงานข้ามชาติและครอบครัวจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับแรงงานไทย
โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ขจัดการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการประมง การรีดไถ
กดขี่ รังแกจากเจ้าหน้าที่หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ ประกันว่าแรงงานข้ามชาติที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
สามารถเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานไทย

9.สิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์

ขอให้รัฐบาลยุติการผลักดัน
เผาบ้านและยุ้งข้าวชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม อาทิ
ชาวกะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยอมรับในสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
และระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นสิทธิที่รับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทั้งนี้ต้องกำหนดนโยบายส่งเสริมสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยการส่งเสริมสิทธิอนุรักษ์
ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

แถลงการณ์โดย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  โทร. 02-6934939

จันจิรา จันทร์แพ้ว    เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
โทร. 02-6934939

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation

111
ซอยสิทธิชน  ถนนสุทธิสารวินิจฉัย  แขวงสามเสนนอก
เขตห้วยขวาง   กรุงเทพ

โทร.
02-6934939 , 02-6934831  โทรสาร.
02-2753954 http://www.crcf.or.th