2011_05_01_แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรื่องมาตรา 112 _final (Thai version)_

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แถลงการณ์

ยุติการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในข้อหาความผิดตามมาตรา 112

เพื่อรักษาบรรยากาศประชาธิปไตย และการเลือกตั้งเสรี

ขณะนี้มีการดำเนินคดีกับบุคคลหลายรายในความผิดตามมาตรา 112  ประมวลกฎหมายอาญา       หรือข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็น ผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐบาลหรือวิจารณ์บทบาทของกองทัพ และเป็นผู้ที่สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง   ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้จับกุม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  บรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ในข้อหาดังกล่าว  แล้วส่งตัวให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอดำเนินคดี  ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ให้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันต่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำคนเสื้อแดง และมีการคุกคามดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งน่าเชื่อว่าการคุกคามเกิดจากการที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับฐานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น

ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ. 2549  คู่ขัดแย้งได้ใช้วิธีการต่างๆเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของฝ่ายตน  ได้ส่งผลต่อประชาธิปไตย และคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพขั้นพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น    เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ  ความขัดแย้งทางการเมืองได้นำไปสู่ความรุนแรงในช่วงต้นปี 2553 ในที่สุด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 92 คน และบาดเจ็บนับพันคน

การที่คู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่ทั้งในระบบและนอกระบบประชาธิปไตย ได้กล่าวหาศัตรูทางการเมืองของตนว่า “ล้มเจ้า”  กระทั่งมีการกล่าวหาในทางอาญาโดยใช้กฎหมายและกลไกรัฐมาดำเนินคดีต่อศัตรูทางการเมืองของตน   ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้น นอกจากจะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพความเชื่อทางการเมือง  ซึ่งถือเป็นเสรีภาพอันสัมบูรณ์ที่ไม่อาจละเมิดได้  การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมทั้งเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพทางวิชาการแล้ว   การแอบอ้างเอาสถาบันกษัตริย์มาใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองของตน ยังเป็นการปิดกั้นโอกาสไม่ให้สังคมไทย ได้ปรับตัวและพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการพัฒนาของสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย  และท้ายที่สุดการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เองในระยะยาว

เพื่อเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชน  และเพื่อดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงขอเรียกร้องและเสนอแนะดังต่อไปนี้

  1. ขอให้ทุกฝ่ายใช้สติ ยุติการแอบอ้างเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือหรือนำมายุ่งเกี่ยวในทางการเมือง ไม่ว่าจะในฐานะที่อ้างว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันฯ หรือไม่ก็ตาม  การวิจารณ์ เสนอแนะเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและการกระทำโดยสุจริต มิใช่โดยจุดมุ่งหมายที่จะยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง หรือหวังผลตอบแทนในทางการเมือง
  2. ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติทบทวนการดำเนินคดีบุคคลทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดในข้อหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ยกเว้นโดยความเห็นชอบของสำนักพระราชวัง  และในการดำเนินคดีจำเป็นต้องแจ้งให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาเสียก่อนตามขั้นตอนของกฎหมาย ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงความยุติธรรมตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ ไม่เลือกปฏิบัติ หรือกระทำไปในลักษณะกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม ศัตรูในทางการเมือง
  3. ขอให้ผู้นำกองทัพและนายทหารยุติการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและกิจการพลเรือน ยุติพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว  คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นการตบเท้าให้กำลังใจผู้บังคับบัญชาระดับสูง และขอให้กองทัพอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
  4. ขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 อย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติโดยคำนึงถึงมาตราฐานตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด
  5. ขอให้รัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมีขึ้น ได้ทบทวนบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดๆ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนได้ และเพื่อปกป้องและธำรงค์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

 

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสรรค์บรรยากาศประชาธิปไตยในขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การเลือกตั้งทั่วไปดังกล่าวเป็นไปโดยเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรม

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Tel. 02-6934939