การต่อสู้ของคนธรรมดา…กับ 16 เดือนแห่งการทวงถามความยุติธรรมให้

 อัสอารี สะมาแอ

   

 2008_11_20_-isranews_an-ordinary-mother_calls-for-justice-of-her-son_with-pic

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2008 00:36น.

เลขา เกลี้ยงเกลา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
   
กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความมุสลิม ได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงน้ำชาที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางคดีและค่าธรรมเนียมศาลให้กับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยื่นฟ้องคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
    
ในวันนั้นมีการเปิดเวทีเสวนาเล็กๆ เรื่อง “4 ปีการต่อสู้ กับกระบวนการยุติธรรมไทย ด้วย และหัวข้อหลักที่บนเวทีพูดถึงกันอย่างกว้างขวางก็คือ การเสียชีวิตของ นายอัสอารี สะมาแอ อายุ 27 ปี ชาว อ.ยะหา จ.ยะลา

   
อัสอารี เคยทำงานรับจ้างอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมพร้อมเพื่อนอีก 4 คนโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2550 ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวพันกับการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา
    
ต่อมาปรากฏว่า อัสอารีเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ มีผู้พบศพเขาที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550
       
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ หรือเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ยื่นสำนวนต่อพนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลให้ ไต่สวนการตาย
    
แต่บันทึกประจำวันในเบื้องต้นของตำรวจเกี่ยวกับชะตากรรมของอัสอารีมีเพียงว่ามีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา พบชายไทยไม่ทราบชื่อเสียชีวิตอยู่บนเตียงคนไข้ วันเวลาเสียชีวิต 22 ก.ค.2550 เวลา 15.00น. โดยไม่ทราบสาเหตุ”
   
ต่อมาพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนและเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดยะลา เป็นคดี ช.0998 ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.2550 แต่อัยการก็ยังไม่ได้เรียกญาติ โดยเฉพาะ นางแบเดาะ สะมาแอ มารดาของอัสอารี เข้าร้องคัดค้านในคดีไต่สวนการตายแต่อย่างใด
    16
เดือนที่ผ่านมา นางแบเดาะได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งศูนย์ปฏิบัติการเยียวยาฯ จ.ยะลา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แต่ทุกหน่วยปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือแม้แต่ค่าเยียวยาขั้นต้น
    
เหตุผลของหน่วยงานเหล่านั้นก็คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนายปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้อาวุธทุกประการ แต่ผู้ถูกควบคุมตัวมีการใช้อาวุธและขัดขืนการจับกุม ทั้งยังพยายามหลบหนี จึงมีการต่อสู้กัน ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บ อัสอารีหกล้มศีรษะฟาดพื้น กระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา
       
หลังต้องผิดหวังซ้ำซากเรื่องความช่วยเหลือ นางแบเดาะจึงตัดสินใจยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 403/2551 เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2551 เรียกค่าเสียหายจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดฐานละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เป็นเงิน 1,306,487 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
    
พร้อมกันนั้น นางแบเดาะยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา และยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลด้วย แต่ศาลได้สั่งยกคำร้องในเวลาต่อมา เนื่องจากเห็นว่า นางแบเดาะมีรายได้จากสวนยางพารา 6 ไร่ มีรายจ่ายของลูกคนที่ 4-6 เดือนละ 5,000 บาท ลูกคนที่ 7-9 มีค่าใช้จ่ายคนละ 30 บาทต่อวัน รวมประมาณเดือนละ 6,800 บาท น่าเชื่อว่านางแบเดาะมีรายได้มากกว่าที่อ้าง และคำเบิกความยังบอกว่าสามารถกู้ยืมเงินจากเพื่อนและธนาคารได้ จึงน่าจะมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล
    
นางแบเดาะได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2551 อัยการของจำเลยที่ 1-3 ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านอุทธรณ์ เพื่อไม่ให้ศาลรับคำร้องและดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แก่นางแบเดาะ
    
นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความที่ดูแลคดีของนางแบเดาะ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติหรือระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ และไต่สวนการตาย แต่กรณีนี้ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนการตาย ถือเป็นการละเลยต่อกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นอย่างชัดเจน
    
นอกจากนั้น ครอบครัวของอัสอารีก็ไม่ได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานใดๆ ของรัฐมาก่อน ทั้งที่โดยหลักแล้วยิ่งญาติแจ้งว่าการเสียชีวิตอาจจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายรัฐยิ่งต้องเร่งให้การเยียวยาและสร้างความเข้าใจอย่างเร่งด่วน
    
เมื่อการช่วยเหลือของรัฐไม่มีความคืบหน้า แม่ของอัสอารีก็ต้องฟ้องให้เป็นคดีตัวอย่างเพื่อให้สังคมได้รับรู้ เหมือนที่ชาว อ.จะนะ จ.สงขลา ฟ้องคัดค้านการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย”    
    
แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเรื่องค่าธรรมเนียมศาลในอัตราร้อยละ 2 ของทุนที่ยื่นฟ้อง โดยนางแบเดาะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,306,487 บาท ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลประมาณ 3 หมื่นบาท แต่ศาลยกคำร้องที่ขอยื่นฟ้องอย่างคนอนาถา เพราะศาลเชื่อว่านางแบเดาะยังมีกำลังจ่ายค่าธรรมเนียมศาลได้ ทั้งที่ทุกวันนี้นางไม่มีเงินใช้หนี้ที่เหลือกับ ธกส.เนื่องจากลูกชายคนโตของนางคืออัสอารี ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยทำงานหาเงินได้เสียชีวิตไปแล้ว “ ทนายรัษฎา กล่าว
     
ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมเล็กๆ อย่างการจัดเลี้ยงน้ำชาเมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาจึงเกิดขึ้น เพื่อหาทุนรอนช่วยเหลือนางแบเดาะโดยการรวบรวมเงินบริจาคเป็นค่าธรรมเนียมศาล เพื่อไขว่คว้าหาความเป็นธรรมให้ลูกชายต่อไป
    
นางแบเดาะ แม่ของอัสอารี มีบุตรรวมทั้งสิ้น 8 คน ยังอยู่ในวัยเรียน 7 คน นางมีอาชีพทำสวนยางพาราซึ่งเป็นสวนของตนเองจำนวน 6 ไร่ และต้องเผชิญกับโรคเบาหวานที่กำลังรุมเร้า
    
พ่อของอัสอารีอายุ 62 ปี สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดะวะฮฺ (ออกเผยแผ่ศาสนาไปตามมัสยิดต่างๆ) ทำให้นางแบเดาะต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง
    
เมื่อตอนที่อัสอารียังมีชีวิต ครอบครัวของนางไม่ลำบากมากนัก เพราะอัสอารีในฐานะลูกชายคนโตจะส่งเงินจากการทำงานรับจ้างที่หาดใหญ่ให้นางเดือนละ 4,000 บาท แต่เมื่อลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว นางจึงเหลือรายได้จากการกรีดยางเพียงอย่างเดียว และเมื่อราคายางตกต่ำเช่นนี้ รายได้จึงไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน
    “
ตอนที่อัสอารียังอยู่ เขาเรียนชั้นปี 3 เอกภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาบอกเสมอว่าแม่ไม่ต้องเป็นห่วง เขาเรียนใกล้จบแล้ว จะไปเป็นครู ทำให้ฉันมีกำลังใจ เขาช่วยส่งเงินที่ทำงานมาให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านตลอด ตั้งแต่เห็นศพลูกในวันนั้นฉันรู้สึกท้อและหมดกำลังใจ เพราะต้องดูแลลูกที่เหลือทั้งหมดเพียงคนเดียว ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหนก็ไม่ได้ ทำให้ท้อเพิ่มขึ้นไปอีก” แม่ของอัสอารี กล่าวจากหัวใจดวงช้ำ
    
แต่งานเลี้ยงน้ำชาที่จัดขึ้นโดยองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหาเงินช่วยเหลือนางและครอบครัวอื่นๆ ที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน ทำให้นางปลาบปลื้มจนแทบจะเอ่ยอะไรไม่ถูก
    
ฉันบอกลูกทุกคนเสมอว่า แม้แม่จะเหนื่อยและท้ออย่างไร แต่ก็ยังมีคนให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง อย่างทนายของศูนย์ทนายความมุสลิม ฉะนั้นขอให้ลูกตั้งใจเรียน อย่าเกเร”
    
เป็นคำบอกเล่าของนางแบเดาะ ที่วันนี้มีเพียงอนาคตของลูกๆ ที่ยังเหลือ และการต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับลูกชายคนโตเท่านั้นที่พอจะเป็นความหวังในแต่ละวันอันแสนมืดมน
  
 ก็ได้แต่หวังว่าความยุติธรรมจะไม่เดินช้าจนเกินไป…

 

 

Leave a Reply