พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ : นักสิทธิฯเลือกข้างช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิม

   

 

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2008 22:54น.

ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ


ใครที่ติดตามข่าวภาคใต้ และอ่านเว็บไซต์ของสถาบันอิศรา คงจะเคยผ่านตาชื่อของ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชนสาววัย 38 ปี ที่คอยวิ่งรอกให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวมลายูมุสลิมที่ถูกจับกุมในคดีความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะถูกคุมขังอยู่ในค่ายทหารหรือเรือนจำแห่งใดก็ตาม 

พรเพ็ญทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมานานหลายปี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ กระทั่งได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในสามหญิงผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนดีเด่นประจำปี 2551 จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เนื่องในวันสตรีสากล
ปัจจุบันเธอขับเคลื่อนงานกับองค์กรที่ชื่อ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมในฐานะผู้ประสานงานโครงการการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย ทั้งยังเป็นคณะอนุกรรมการรณรงค์ต่อต้านการซ้อมทรมาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เกาะติดสถานการณ์เพื่อตรวจสอบไม่ให้มีการซ้อมทรมานและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี


เนื้องานแบบนี้คงไม่ต้องจาระไนให้มากความว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะ ชอบหน้าเธอหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะ พรเพ็ญ ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า เธอพร้อมจะปกป้องและให้ความช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิมให้ได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มกำลัง แม้จะถูกมองว่าเป็นการ เลือกข้างก็ตาม และจุดยืนของเธอเช่นนี้ก็นำมาใช้กับ การเมืองไทยใน พ.ศ.ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และเสียงก่นด่าเพื่อถามหาความเป็นกลางจากนักสิทธิมนุษยชน!

O
มองสถานการณ์การเมืองหลังมีรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างไรบ้าง


ตอนแรกรัฐบาลคุณสมชาย มีส่วนช่วยให้สถานการณ์เบาลงไปได้มาก เปรียบเป็นก้อนน้ำแข็งที่โยนลงไปดับร้อนในกาน้ำร้อนที่กำลังจะเดือด แต่เมื่อมีคนคอยพัดโหมไฟกันตลอด คนโยนก้อนน้ำแข็งกับคนพัดโหมไฟก็คงไม่ได้คุยกัน หรืออาจเป็นคนๆ เดียวกัน ทำให้ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
ทั้งฝ่ายรัฐบาลพลังประชาชนและฝ่ายพันธมิตร (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) อยากได้สิ่งที่ตนเองหวังและคิดว่าเหมาะสมกับสังคมไทยตามแนวทางของตน และทั้งสองฝ่ายก็อยากได้แบบรวดเร็วทันใจ คิดแล้วทำและหวังว่าจะสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เมื่อไม่สำเร็จก็โทษกลุ่มที่แสดงท่าทีขัดขวาง

O
ปัญหาในภาคใต้ได้รับผลกระทบหรือไม่กับสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้
รัฐบาลท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในส่วนกลางแสดงท่าทีค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ยุ่งกับปัญหาภาคใต้ ซึ่งดิฉันมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควร เนื่องจากเมื่อใดที่มีการชี้แจงแถลงไขเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ทั้งกับคนในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาลก็จะบอกว่าเป็นปัญหาภายใน เมื่อเป็นปัญหาภายในประเทศก็ต้องให้ฝ่ายบริหารจัดการ แต่ถ้ามอบให้ทหารจัดการก็เท่ากับว่าเป็นปัญหาภายนอก ปัญหากับอริราชศัตรู
เมื่อตีโจทย์ไม่แตกและมีธงคำตอบอยู่แล้วว่าเรื่องภาคใต้เป็นเรื่องของทหาร รัฐบาลวางมือ ฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในสถานการณ์ปกติหรือ แม้แต่ฝ่ายกระบวนการยุติธรรมจึงถูกทำให้เป็นเพียงผู้เดินตามเกม
ฉะนั้นฝ่ายทหารและผู้มีส่วนรับผิดชอบด้านความมั่นคงต้องคิดให้หนักว่าโจทย์ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าโจทย์ยังคงเป็นเรื่องการก่อการความไม่สงบอย่างไม่มีเป้าหมายทางการเมือง การปราบปราบแบบอาชญกรรมธรรมดาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่ถ้าโจทย์เป็นการก่อความไม่สงบที่มีเป้าหมายทางเมืองแบบภาพใหญ่แล้ว ก็ต้องคิดว่าจะมีแผนหรือนโยบายอย่างไร การปราบปรามและจับผู้ต้องสงสัยเข้าคุกเพื่อยุติเหตุร้ายนั้นเป็นคำตอบหรือเป็นการสร้างปมปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก
การประกาศไม่เจรจากับใครทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มีคำฟ้องว่าบุคคลในเรือนจำกว่า 400 คนเป็นสมาชิกกลุ่มขบวนการที่เป็นผู้ก่อการร้าย มีเป้าประสงค์เพื่อแบ่งแยกดินแดนจากรัฐสยาม ทำไมกลับไม่มีการแสวงหาหนทางในพูดคุยเจรจากันอย่างจริงๆ จังๆ หรือแม้แต่สอบถามความต้องการทางการเมืองของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น
สำหรับภาคประชาชนก็ได้แสดงบทบาทตรวจสอบและสะท้อนภาพปัญหาได้ดีในระดับหนึ่ง สัญญาณที่ดีคือแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ (พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร) มีท่าทีรับฟัง ทหารยังคงเป็นพระเอกในเรื่องอยู่ แต่จะเป็นแบบแนวบุ๋นหรือแนวบู๊ หรือเป็นพระเอกแบบตบแล้วจูบ ฝืนใจชาวบ้านมลายูกันต่อไปก็คงต้องรอดูกัน แน่นอนว่าสันติภาพหรือความสงบอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ความโศกเศร้าและกดดันก็จะมีอยู่ต่อไป ทุกฝ่ายก็คงต้องให้เวลาพระเอกจำเป็นบ้าง
ท่าทีในห้วงแรกๆ ของการเข้ามาทำงานของแม่ทัพและทีมงานชุดใหม่ ต้องทำให้ชาวบ้านไว้วางใจ ห้ามพลาดเด็ดขาด และมีความสม่ำเสมอ รับฟังเสียงบ่นเสียงวิพากษ์อย่างมีส่วนร่วม ปัญหาภาคใต้มาไกลแล้ว คงแก้ไขไม่ได้ง่ายนัก เรื่องความมีอคติทางชาติพันธุ์เป็นเรื่องใหญ่และท้าท้ายสังคมไทยอย่างมาก

O
ทิศทางการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในภาคใต้เป็นอย่างไร
มองว่าภาคประชาสังคมสามจังหวัดเข้มแข็ง เพียงแต่ว่าถูกกดดันและถูกตั้งแง่จากฝ่ายรัฐจนไม่สามารถแสดงออกทางความคิดอย่างตรงไปตรงมาได้ตลอดมา


อย่างไรก็ตามใน 4-5 ปีมานี้ แนวโน้มการมีกลุ่มก้อนการทำงานที่มากและหลากหลายขึ้น งบประมาณทุกฝ่ายก็ลงมามากขึ้น ทำให้นึกถึงประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชายแดนพม่า ประเทศศรีลังกา อาเจะห์ (อินโดนีเซีย) หรือแม้แต่ในกัมพูชา ถ้าไม่จัดแถวจัดขบวนให้ดีก็จะมีความแตกแยก ไม่มีพลัง ผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์


งานด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องเน้นคือการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้สามารถเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมของตนเองได้ ดังนั้นทุกกลุ่มก้อนต่างๆ ต้องสร้างให้ตนเองเป็นภาคประชาสังคมที่เป็นตัวแทนผู้เสียหายได้จริง ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจุดยืนที่มั่นคง สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าฝ่ายรัฐไม่เปิดโอกาสและอดทน

ที่ผ่านมารัฐมองว่าการรวมกลุ่มของภาคประชาชนและเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชน) เป็นพวกเดียวกับแนวร่วม เป็นพวกเดียวกับพวกที่ใช้ความรุนแรงที่รัฐกำลังใช้กำลังอย่างเต็มที่ในการปราบปราม ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

รัฐต้องเชื่อใจและแยกแยะให้ได้ว่าภาคประชาสังคมเป็นคนละพวกกับผู้ใช้ความรุนแรง จึงจะเกิดการทำงานร่วมกัน ยึดหลักนิติธรรม มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน เพื่อยุติความรุนแรงจากทุกฝ่าย และนำความสงบสุขอย่างยั่งยืนมาสู่สามจังหวัดภาคใต้
ที่สำคัญอยากให้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคม เยาวชน นักศึกษา และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้ทำงานบ้าง และต้องให้เวลาในการพิสูจน์ด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐใช้วิธีหักดิบ เช่น จับผู้นำนักศึกษามาตั้งข้อหาคดีฆ่า คดีอั้งยี่ ซ่องโจร หรืออุ้มเยาวชนที่จบจากโรงเรียนที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยไม่มีคำตอบ เหล่านี้เป็นต้น

ที่ผ่านมาทางการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงในเรื่องบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน บทบาทขององค์การสหประชาชาติ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในบทบาทและมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปฎิบัติงานกับนักสิทธิมนุษยชน กระทั่งไม่เกิดการประสานงานที่เป็นประโยชน์ ไม่ได้ช่วยกันสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น หลายเรื่องรัฐทำไม่ได้ก็ไม่ควรทำ บางเรื่องทหารไม่ควรทำ ข้าราชการพลเรือนอาจทำได้ดีกว่า ฉะนั้นการประสานงานเป็นเรื่องสำคัญ
 

การใช้ความรุนแรงของรัฐโดยไม่อดทนอดกลั้น เช่น ดื้อดึงที่จะจัดประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายให้ได้ในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุผลทางการเมืองของตน เกรงว่าสัญญาณแบบนี้จะทำลายความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในภาคใต้ที่ทำงานในพื้นที่มานาน และเรียนรู้แล้วว่าเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้ต้องอาศัยความอดทนอดกลั้นมาก
การใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธประหัตประหารกันในนามของความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กลับจะยิ่งสร้างความขัดแย้งและความรุนแรงเป็นวัฏจักร หรือ circle of violence ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนอื่นๆ รวมทั้งภาคประชาชนในสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชนก็ต้องประณามการยุยงส่งเสริมให้มีการใช้ความรุนแรง ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองทั้งในระดับประเทศโดยกลุ่มพันธมิตร และในระดับพื้นที่ โดยกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ด้วย
 
O การทำงานท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้นักสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีว่าไม่เป็นกลาง คิดอย่างไรกับการถูกมองเช่นนี้
เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองยังคงร้อนระอุ ความคิดเห็นแตกแยกออกเป็นหลายฝ่ายและเหมือนจะยังไม่มีหนทางที่จะประนีประนอมกันได้ นักสิทธิมนุษยชนก็จะถูกเรียกร้องจากทั้งสองฟากฝั่งของความคิดเห็น ฝั่งหนึ่งบอกว่าควรจะตัดสินใจเลือกข้างได้แล้ว เพราะการวางตัวเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใด ก็หมายความว่ายินดีปล่อยให้การเมืองเลวร้ายต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ ในขณะที่อีกฝั่งก็เรียกร้องหรือแม้แต่ประณามว่า นักสิทธิมนุษยชนหลายคนกำลังวางตัวไม่เป็นกลาง และเอียงเข้าข้างพันธมิตรจนไม่ควรจะเรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป เพราะกำลังมีจุดยืนที่ลำเอียงและเลือกข้าง แทนที่จะเป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างที่ควร
บทบาทของนักสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในกรุงเทพฯเป็นและควรเป็นการเลือกข้าง มีและควรมีจุดยืนที่ลำเอียงหรือไม่ กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่อง
การเรียกร้องจากทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ทำให้ต้องหวนกลับมาทบทวนตัวเองว่าการเป็น นักสิทธิมนุษยชนนั้นควรเป็นกลาง ไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดจริงหรือไม่ แล้วถ้าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่ทำให้เกิดความเลวร้ายเล่า การเลือกเข้าข้างผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถือว่าเป็นความลำเอียงหรือไม่ การอยู่ข้างผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ใช่จุดที่ควรยืนของนักสิทธิมนุษยชนหรอกหรือ ที่สำคัญการไม่เลือกข้างนั้นแปลว่าอะไรในภาคปฏิบัติO

บทบาทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
    
ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เคยทำให้ต้องหวนมาวิเคราะห์ตัวเองในทำนองเดียวกันนี้ คือตอนที่ไปขอให้มีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้สูญหายรายหนึ่ง ปรากฏว่าระหว่างการสอบถามเจ้าหน้าที่หน่วยราชการแห่งหนึ่งถึงความคืบหน้าของคดี เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งได้นำรูปถ่ายฆ่าเผาทำลายศพของสามีเธอมาให้ดูว่าคนไทยพุทธก็ถูกกระทำอย่างโหดร้าย ทำไมไม่เห็นมาช่วยกันบ้าง
ภาพเหล่านั้นทำให้เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอึ้งไป และทำให้ต้องมานึกย้อนถึง เสียงสะท้อนที่ว่านักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในภาคใต้มักเป็นพวกฟังความข้างเดียว ชอบร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมาน การบังคับให้คนหาย หรือโวยวายกับการไม่ได้เยี่ยมของญาติและทนายในระหว่างการควบคุมตัวของทหาร ซึ่งความจริงทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎหมายไทย แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาประมาณว่า เวลาทหารตำรวจถูกทำร้าย ถูกระเบิดตาย บาดเจ็บ หรือเวลาครู ข้าราชการหรือชาวบ้านถูกลอบทำร้าย ไม่เห็นช่วยเลย
บ่อยครั้งและหลายคนมักมองว่านักสิทธิมนุษยชนเป็นพวกโจร เข้าข้างมุสลิม ลำเอียง สร้างความแตกแยก ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ กวนน้ำให้ขุ่น ชักใบให้เรือเสีย ไม่รักชาติ เคยแม้แต่ถูกถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่าO

แล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร…
    
จุดยืนที่ใช้สำหรับอธิบายกับตนเองก็คือ ความรุนแรงโดยการประหัตประหาร ฆ่าตัดคอ ทำร้ายศพ การบังคับให้บุคคลสูญหาย การซ้อมทรมาน การวางระเบิด การจุดชนวนระเบิด การลอบยิง ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใด ล้วนเป็นสิ่งที่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็นอาชญากรรมที่ทำร้ายทำลายชีวิตและทรัพย์สิน รัฐมีหน้าที่ที่จะต้องเยียวยาอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ผู้กระทำความผิดต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อการลงโทษ และไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใครและมีเหตุผลในการประกอบอาชญากรรมเหล่านั้นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง หรือเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือจากการก่อเหตุร้าย ถือเป็นอาชญากรรมธรรมดา ซึ่งจะต้องอาศัยกลไกของรัฐเข้าดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ในขณะที่ผู้เสียหายที่เป็นชาวมลายูมุสลิมมักไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และอาจรวมไปถึงความเชื่อทางการเมือง


ระหว่างปี พ.ศ.2547-2551 มีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมักถูกนำเสนอหรือตั้งชื่อให้ว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือรัฐหรือตัวแทนของรัฐที่ผนึกกำลังทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน มักถูกนำเสนอว่าเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่รักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่


ที่ผ่านมามีความพยายามทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย โดยเมื่อใดที่คนไทยพุทธหรือเจ้าหน้าที่รัฐถูกกราดยิง ฆ่าตาย หรือถูกลอบวางระเบิด คู่ขัดแย้งจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบหรือการก่อการร้าย ซึ่งหลายคนก็สรุปทันทีว่าเป็นการกระทำของชาวมลายูมุสลิม พื้นเพอยู่สามจังหวัดชายแดนใต้ สวมหมวกกาปีเยาะ ใส่โสร่ง มีหนวดเครา หรือนับถือศาสนาอิสลาม


ในขณะที่การดำเนินการใดๆ เพื่อตอบโต้โดยฝ่ายรัฐ ซึ่งแม้ว่าอาจจะใช้ความรุนแรงเช่นเดียวกัน กลับมักถูกนำเสนอว่าเป็นการปราบปรามโดยชอบธรรมเพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในดินแดนแถบนี้ และคนจำนวนไม่น้อยก็พอใจที่จะให้รัฐทำการปราบปราม หรืออาจจะถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรม โดยไม่เคยถามหากระบวนการสอบสวนและการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกปราบปราม


การเลือกที่จะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือชาวมลายูมุสลิมในสถานการณ์ภาคใต้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเลือกข้างทางการเมืองของนักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นคำถามที่ดิฉันเองก็ยังไม่มีคำตอบ แต่ก็ได้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างนั้นแล้วโดยไม่กังวลว่าจะเป็นความลำเอียงหรือ ไม่เป็นกลาง


อันที่จริงถ้าเราจะมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าหลักการด้านสิทธิมนุษยชนสากลนั้นไม่เคยมีจุดยืนที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเลย หลักการเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 60 ปีมาแล้ว เพื่อสร้างหลักประกันว่าประเทศต่างๆ จะร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมและต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือความคิดทางการเมืองก็ตาม 

O แน่ใจได้อย่างไรว่าข้างที่เราเลือกเป็นข้างเดียวกับความถูกต้องและเป็นธรรม


    
ในบริบทความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้นั้น ดูจะง่ายกว่าการต่อสู้กับฐานความคิดเรื่องการเมืองในประเทศไทยที่ถูกแบ่งขั้วอย่างชัดเจนในระยะ 3-4 ปีมานี้ จนทำให้แทบจะไม่มีพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างออกไป ไม่ว่าจะต่างจากกลุ่มที่สนับสนุนคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) หรือพันธมิตร เพราะถ้าจะว่าไปตามจริง สถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้มีคู่ขัดแย้งทางความคิดที่ชัดเจนอยู่ว่าเราต้องรักษาสิทธิมนุษยชนให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงและคดีการก่อความไม่สงบ และพยายามยุติการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม


นักสิทธิมนุษยชนมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิ มนุษยชนของผู้ต้องหา ผู้ต้องขัง ผู้ต้องสงสัยในคดีเหล่านั้น ไม่ว่าเขาจะมีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือความเชื่อทางการเมืองใดๆ ทุกคนต้องได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชนโดยเท่าเทียมกัน ทั้งที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล
เราบอกตัวเองได้ชัดเจนว่าเรามาช่วยสร้างความโปร่งใสให้ระบบ อุดรูรั่วจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่พรากชีวิตผู้คนกว่า 3,000 คนนับแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมาO

อยากฝากอะไรถึงสังคมไทยบ้าง


    
ในยุคที่การเมืองพลิกผันอย่างรุนแรงท่ามกลางความแตกแยกที่ขยายวงอย่างกว้างขวางเช่นในขณะนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากจะกำหนดว่าอะไรคือถูกอะไรคือผิดได้อย่างชัดเจน เมื่อมองจากมุมมองที่ต่างกัน ภาพลักษณ์ของนักสิทธิมนุษยชนที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนทั้งมวลโดยไม่เลือกปฏิบัติจึงดูจะกลับกลายเป็นผู้พิทักษ์สิทธิและแสดงบทบาทในการคุ้มครองสิทธิให้แก่คนบางพวก บางกลุ่ม ตามความคิดทางการเมืองของพวกตนที่ได้เลือกแล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ก็น่าจะยังต้องมีเส้นแบ่งอยู่ที่คำว่า อหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง และไม่สนับสนุนความรุนแรงโดยการยุยงปลุกปั่นหรือสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใดๆ ทั้งสิ้น


เราคงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยแบบทักษิณเผชิญหน้าพันธมิตร รวมทั้งสถานการณ์การก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ เป็นสถานการณ์ที่ฟันธงยากขึ้นทุกทีว่าความถูกต้องและความยุติธรรมนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร การฝักใฝ่ทางการเมืองจึงไม่อาจมีความแตกต่างหรือถูกผิดที่ชัดเจน เช่น ขาวกับดำ ประชาธิปไตยกับสังคมนิยม หรือเผด็จการทหารกับประชาชน อีกต่อไป


เมื่อเป็นเช่นนี้ นักสิทธิมนุษยชนก็ควรมีสิทธิหรือแม้แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกข้าง โดยเลือกที่จะอยู่ ณ จุดยืนที่ลำเอียงตามนิยามของแต่ละคนว่าความเป็นธรรมและความถูกต้องคืออะไร สุดท้ายก็คงต้องหวังพึ่งสติสัมปชัญญะและมโนธรรมของแต่ละคนว่าจะยึดมั่นและยืนหยัดต่อหลักการและจริยธรรมของนักสิทธิมนุษยชนได้เพียงไหน อย่างไร
โดยหลักการที่ว่าก็หมายถึงการต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันแม้จะมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ตามที

 

Leave a Reply